ศิลปะ Impressionism

ศิลปะ Impressionism ศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่จะสามารถถ่ายทอดผลงานเรื่อราวต่างๆออกมาโดยผ่านศิลปะนั้นได้หลากหลายประเภทมาก ซึ่งในแต่ละประเภทก็ถือว่ามีเสน่ห์และสไตล์ความน่าสนใจที่แตกต่างกันออกไป และอีหนึ่งศิลปะแขนงหนึ่งที่ถือว่าเป็นการสร้างสรรค์และจินตนการที่มีความน่าสนใจอย่างมากก็คือ การสร้างสรรค์ศิลปะ Impressionism เป็นศิลปะที่จะเริ่มศึกษาในด้านธรรมชาติอย่างจริงจัง

เข้าถึงในเรื่องเหล่านี้ได้ทั้งหมดและก็มีการนำสิ่งที่เป็นวิทยาศาสตร์นเรื่องของแสง สีนั้นมาใช้ในการสร้างสรรค์ การสร้างสรรค์ผลงานในลักษณะนี้นั้นเป็นผลงานที่ผู้สร้างสรค์จะต้องเข้าใจธรรมชาติอย่างแท้เจริงเพื่อที่จะสร้างสรรคืผลงานออกมาได้อย่างสวยงามและดูธรรมชาติมากที่สุด

ศิลปัในลักษณะนี้เป็นการสร้างสรรค์ที่จะค่อนข้างใช้เวลาที่รวดเร็ว และส่วนใหญ่จะเน้นเป็รการลงสีบนกระดาษหรือวัตถุนั้นเลย โดยไม่มีการร่างภาพก่อนหรืออาจจะมีการร่างก่อนก็ได้ แล้วแต่ความถนัของศิลปิและผู้สร้างสรรค์แต่ละคน แต่โดยส่วนใหญ่นั้นเมื่อการสร้างสรรค์ศิลปะในลักษณะนี้นั้นเป็นการสร้างสรรค์ที่ต้องใช้เวลาในการสร้างใรรค์ที่รวดเร็วทำให้การสร้างสรรค์นั้นจะเป็นการลวสีและไม่ได้มีการเกลี่ยสีที่ดีและสวยมากนัก เพราะเป็นสิ่งที่ศิลปินต้องการที่จะถ่ายทอดแสง เงา ของรูปในเวลาที่วาดออกมา

โดยในสมันั้นที่มีความนิยมในการสร้างสรรค์ศิลปะในลักษณะนี้ก็มีรถไฟแล้วทำให้การเดินทางออกไปนอกเมืองในยุคนั้นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างมีความสะดวกสบายแล้วทำให้ศิลปินนั้นมีโอกาสที่จะได้ออกไปวาดรูปยังสถานที่จริงๆ โดยก่อนหน้านั้นที่ยังไม่มีรถไฟในการเดินทางก็ทำให้ศิลปินนั้นจำเป็นจะต้งทำงานอยู่แต่ภานในสตูดิโอเท่านั้นนั่นเอง

ทำให้การสร้างสรรค์ผลงานในลักษณะนี้ไม่เป็นสิ่งที่มีความสมจริงเหมือนธรรมชาติมากเท่าไหร่นัก

ศิลปินที่ถือว่ามีชื่อเสียงในการสร้างสรรค์ผลงานลักษระนี้ก็ได้แก่ Degas เขานะเนมักจะชอบสร้างสรรค์ผลงานโดยเฉพาะการวาดรูปผู้หญิง ผลงานที่มีชื่อเสียงของเขานั้นก็คือ Adsinthe Drinker  เป็นภาพวาดผู้หญิงที่กำลังนั่งดื่มอยู่นั่นเอง รูปภาพนี้ถูกวาดโดยการที่เขานั้นกำลังนั่งมองผู้หญิงคนนั้นและศึกษาว่าทำไมเธอจึงมาดื่มในสถานที่แห่งนี้นั่นเอง

เมื่อรู้เหตุผลจึงทำให้เขาสามารถที่จะวาดภาพผู้หญิงรวมถึงการสร้างสรรค์ลรรยากาศรอบข้างออกมาได้อย่างสมจริงและเป็นธรรมชาติที่สุดนั่นเอง Ballet Class ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานที่มีการวาดด้วยส่วนประกอบที่สมดุลและดูธรรมชาติทั้งตัวประกอบภาพและสภาพแวดล้อมทั้งหมดด้วย ผลงานโดยส่วนใหญของเขานั้นถึงแม้จะเป็นภาพวาดที่เน้นไปทางการวาดผู้หญิง แต่ก็สามารถถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างสวยงาม

และเป็นธรรมชาติ ทำให้มองภาพเหล่านี้ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่า ความเป็นจริงแล้วธรรมชาติของผู้หญิงนั้นในการทำกิจกรรมต่างๆนั้นมีลักษณะอย่างไรด้วย ถือว่าก็เป็นศิลปินคนหนึ่งที่มีการถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ

 

 

สนับสนุนโดย   ดูบอลสด

ดนตรีในยุคเรอเนซองค์

ดนตรีในยุคเรอเนซองค์ เป็นยุคแห่งการเกิดใหม่และฟื้นฟูทางด้านศิลปะวิทยา ซึ่งการฟื้นฟูนี้นั้นนอกจากจะมีการฟื้นฟูศิลปะในรูปแบบต่างๆแล้ว ยังเป็นยุคแห่งการฟื้นฟูทางด้านดนตรีด้วยทำให้ยุคเรอเนซองส์ไม่ได้มีการเกิดขึ้นใหม่และฟื้นฟูทางด้านศิลปะจิตกรรม ประติมากรรม เพียงเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงทางด้านของการเกิดและฟื้นฟูดนตรีด้วย

ซึ่งลักษณะของดนตรีที่มีการฟื้นฟูในยุคเรอเนซองส์นั้น ถือว่ามีการปรับปรุง พัฒนารูปแบบทางด้านดนตรีที่มากขึ้นจากยุคก่อนซึ่งจุดเด่นของดนตรีในลักษณะเนื้อหาและทำนองของดนตรีนั้นยังคงความเอกลักษณ์และโดดเด่นและเพลงที่ขับร้องนั้นก็ยังคงเป็นที่นิยมและมีลักษณะเหมือนในยุคก่อนๆที่ผ่านมา แต่การบรรเลงเพลงนั้นเริ่มมีบทบาทและได้รับความนิยมมากขึ้นในยุคเรอเนซองส์

เพลงบรรเลงนั้นนอกจากจะมีบทบาทที่มากขึ้นแล้วยังเป็นการพัฒนาและสร้างสรรค์ทางด้านดนตรีการบรรเลงที่มีความแปลกใหม่มากขึ้นจากในช่วงยุคก่อนๆ โดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่15-16นั้น ศิลปินที่มีชื่อเสียงและได้รับการยกย่องในยุคนั้นก็คือ วาเลนโต้ , ดาวินชี่ , อัลโตเทเนอร์

ซึ่งแต่บะคนนั้นถือว่าเป็นศิลปินที่มากความสามารถและแนวที่ได้รับความนิยมในการฟังเพื่อความเพลิดเพลินในยุคนั้นก็จะเป็นเพลงในลักษณะที่มี 4 แนวและเป็นแนวเพลงที่มีการสร้างสรรค์ขึ้นจากฝีมือของ โซปราโน อัลโตเทเนอร์เบสนั่นเอง และเป็นที่นิยมในการประพันธ์กันมากขึ้นถือว่าเป็นรากฐานในการบรรเลงปละประสานเสียงในลักษณะ4แนวเลยนั่นเองและมีการสืบทอดและพัฒนาในสมัยต่อๆมาด้วย

ซึ่งดนตรีเหล่านี้นั้นมักจะมีการบรรเลงในสถานที่โบสถ์ ซึ่งการบรรเลงเพลงในยุคนี้นั้นเป็นการพัฒยาและต่อยอดมาจากในยุคสมัยกลางและสมัยก่อนหน้า แต่มีการเรียบเรียงและบรรเลงเพลงให้มีความน่าสนใจและใจและมีความไพเราะมากขึ้น ทำให้ในยุคนี้นั้นเป็นยุคในการเจริญรุ่งเรืองทางด้านดนตรีในลักษณะบรรเลงด้วยนั่นเองและเพลงก็มีการสร้างสรรค์ในการที่จะบรรเลง

เพื่อความไพเราะในวสถานที่ต่างๆมากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นก็มีการพัฒนาดนตรีมห้มีความหน้าสนใจด้วยการใส่เสียงประสานเพื่อให้มีควยามไพเราะและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

ในช่วงยุคศตวรรษที่ 16 นั้นถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนาครั้งยิ่งใหญ่ในด้านวงการดนตรีในยุคนั้นเลยทีเดียวเพราะเหตุการณ์การปฏิวัติของทางด้านศาสนาคริสต์นั้นทำให้ดนตรีนั้นมีการร้องมากขึ้นแต่ก็ยังคงนิยมในการบรรเลงและประสานเสียงอยู่และมีการใช้ดนตรีสลับกับการร้องทำให้เกิดเป็นการร้องเพลงและบรรเลงดนตรีจนมาถึงเพลงที่มีการร้องและบรรเลงในโบสถ์อย่างในปัจจุบันนั่นเอง

และมีการสลับดนตรีและการร้องออกเป็นส่วนๆด้วยซึ่งก็ถือว่าดนตรีในยุคเรอเนซองส์นั้นก็เป็นช่วงยุคที่มีการเจริญเติบโตที่นอกจากศิลปะแล้วก็คือดนตรีที่ถือว่ายังเป็นดนตรีที่ได้รับความนิยมในการฟังและร้องในโบสถ์จนมาถึงปัจจุบันนั่นเอง

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย   ufabet บนมือถือ

Vincent Van gogh กับรูปภาพเดียวที่ขายได้ในชีวิต

วินเซนต์ แวนโก๊ะ (Vincent Van gogh) เป็นศิลปินชาวดัตช์ที่โด่งดัง ถึงแม้ว่าเขาจะพึ่งมีชื่อเสี่ยงในช่วง 3 ปีสุดท้าย ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตทั้งที่เขานั้นเขียนภาพมานานถึง 10 ปี แต่ใครจะรู้ว่าผลงานของเขาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้น ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับหลายๆ คน แม้ว่างานของเขาจะไม่ได้โด่งดังก็ตาม 

แวนโก๊ะ ใช้เทคนิคการวาดภาพสีน้ำมันและมีผลงานกว่า 800 ภาพ ยังไม่รวมถึงการวาดภาพแบบอื่นๆ อีก 700 ภาพ การที่เขาไม่ประสบความสำเร็จในด้านเท่าที่ควรทำให้เขานั้นมีอาการเจ็บป่วยทางจิตใจ และถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะของเขา และในที่สุดก็มีรูปภาพหนึ่งของเขาที่สามารถขายได้ รูปนั้นมีชื่อว่า The Starry Night 

ภาพ Starry Night  ถูกวาดขึ้นในปี ค.ศ. 1889  ชนิด สีน้ำมันบนผ้าใบ เป็นภาพวาดที่แสดงภูมิทัศน์ข้างนอกหน้าต่างในเวลากลางคืนของสถานบำบัด Saint-Paul  ที่เขานั้นรักษาตัวอยู่ หากแม้รูปภาพจะเป็นเวลาค่ำคืน แต่เขากลับเขียนภาพนี้ในขณะกลางวันจากความจำของเขาเอง จุดศูนย์กลางของภาพเป็นเมือง Sant Romieg de Provença

ภายใต้ฟ้าที่ม้วนตัวเป็นก้นหอย ในลักษณะระลอกคลื่นที่หมุนวน พร้อมพระจันทร์ รวมทั้งดวงดาวลอยเด่นระยิบ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้ถึงอารมณ์ของแวนโก๊ะ ณ ขณะนั้นได้เป็นอย่างดี มันแสดงว่าเขากำลังพบเจอกับความรู้สึกอย่างไรกับชีวิตในตอนนั้น โดยภาพนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความหวังที่ยังเหลืออยู่ของเขาด้วย




ภาพ Starry Night  จะเป็นภาพที่มีโทนสีน้ำเงินสำหรับการสื่อถึงฟ้า และก็กลางคืนที่มืดมาก ซึ่งอีกความหายหนึ่งของการเลือกใช้โทนสีน้ำเงิน เพราะสีน้ำเงินเป็นผู้แทนของความเงียบสงบนิ่ง สุขุม  ราวกับอารมณ์ที่กำลังดิ่งลงของแวนโก๊ะ ถึงกระนั้นตัวเขาก็ยังคงไม่ท้อแท้ โดยจะเห็นได้จากการที่เขาวาดกลุ่มดาวขึ้นมา พร้อมกับมีพระจันทร์สีเหลืองระยิบท่ามกลางความมืดมน โดยที่โทนสีเหลืองเป็นโทนสีที่สะท้อนถึงความคาดหวังรวมทั้งความรู้สึกสบายๆ ที่เขาเองนั้นตามหามาทั้งชีวิต 

เป็นที่น่าเสียดายมาก เนื่องจากความเคร่งเครียดสะสมและอาการทางจิตใจ ทำให้แวนโก๊ะตกลงใจ จบชีวิตตนเองลงด้วยอาวุธปืน ในวัย 37 ปี 

เท่าที่ทราบกันมาว่า แวน โก๊ะ สามารถขายรูปภาพได้เพียงแค่ภาพเดียวในชีวิตของเขา แต่ภาพ Starry Night นั้นดีมาก และเป็นรูปภาพเขียนที่โด่งดังที่สุดของเขา ภาพ Starry Night  ถูกจัดเป็นหนึ่งในรูปภาพที่รู้จักกันมากที่สุดในวัฒนธรรมยุคใหม่ และปัจจุบันภาพนี้ถูกเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ศิลป์ยุคใหม่ในกรุงนิวยอร์ก 

 

ขอขอบคุณ  เว็บพนันออนไลน์ ฝากขั้นต่ำ 50  ที่ให้การสนับสนุน

ต้นกำเนิดกีฬาฟุตบอล

ต้นกำเนิดกีฬาฟุตบอล ลูกกลมๆ หนึ่งลูก เตะกันไปมา มีผู้เล่นข้างละสิบเอ็ดคน บนผืนสนามหญ้าสี่เหลี่ยมผืนผ้า และมีผู้เข้าชมการแข่งขันนับล้านคน

กีฬาที่ว่านี้เรียกว่าอะไร………… 

คำตอบ ใช่เลยครับ มันคือกีฬาฟุตบอล

ซึ่งเป็นกีฬาที่คนทั่วโลกนิยมเล่นกัน ไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ และไม่มีการแบ่งสีผิว ไม่มีการแบ่งยศฐานะบรรดาศักดิ์ คนรวย หรือคนจน สามารถเล่นกันได้หมด แย่งชิงกันเพียงแค่ลูกกลมๆ ลูกเดียว ที่หวังจะเอามันเข้าไปอยู่ในประตูของฝั่งตรงข้าม

ด้วยกติกาเดียวกันทั่วโลกคือ ต้องใช้เท้า หรือหัว หรือลำตัวส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ยกเว้นเพียงแขนหรือมือ ที่กระแทกเจ้าลูกกลมๆ นี้เข้าไปซุกอยู่ในก้นตาข่ายของฝ่ายตรงข้าม ในเวลาที่กำหนดคือ เก้าสิบนาที ตลอดการแข่งขัน

ซึ่งเคยมีใครสงสัยกันบ้างไหมว่า กีฬาประเภทนี้นั้นมีต้นกำเนิดมาจากไหน ประเทศอะไร และใครเป็นคนคิดค้นกีฬาที่ว่านี้ขึ้นมาจนมันกลายเป็นกีฬาที่เรียกได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งของคนทั่วโลก ซึ่งหากว่ากันตามที่คนทั่วโลกเล่าขานกันมานั้น มีอยู่สามประเทศที่ค่อนข้างจะเข้าข่ายกับการเป็นต้นกำเนิดกีฬาประเภทนี้ โดยประเทศแรกที่ทุกคนเข้าใจว่าคือต้นกำเนิดของกีฬาฟุตบอลนั่นก็คือประเทศบราซิล

โดยสาเหตุที่คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นประเทศบราซิลนั้น ก็เนื่องมาจากความสามารถและความเก่งกาจในกีฬาฟุตบอล ที่ถือว่าเป็นเต้ยของวงการฟุตบอลอย่างแท้จริง ด้วยผลงานระดับเทพที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมามายกว่าประเทศอื่นๆ ประกอบกับพรสวรรค์ของนักเตะจากประเทศนี้เรียกได้ว่า สิบคนที่เตะฟุตบอลแล้วนั้น

อย่างน้อยก็ต้องมีมากกว่าแปดคนที่เตะเก่งส่วนอีกสองคนนั้นเล่นฟุตบอลไม่เก่ง จึงทำให้ประเทศบราซิลกลายเป็นประเทศที่ทุกคนเข้าใจว่าเป็นต้นตำรับของจุดกำเนิดฟุตบอล แต่ในหลักฐานความเป็นจริงที่มีอยู่แล้วนั้นกลับไม่ใช่ประเทศบราซิล แต่จริงๆแล้วคือประเทศอังกฤษ กับประเทศอิตาลี ที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่ามีการเล่นเจ้าลูกกลมๆนี้มาตั้งแต่สมัยก่อน

ซึ่งเรียกกันว่ากีฬาที่ชื่อว่า ซูเลอ ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อมาเป็นฟุตบอลในเวลาต่อมา จึงทำให้เป็นที่ถกเถียงกันว่าประเทศไหนคือต้นกำเนิดฟุตบอลกันแน่ แต่สุดท้ายหลังจากที่มีการค้นคว้าและหาข้อมูลกันมานานนั้น ประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่มีเป็นต้นกำเนิดกีฬาชนิดนี้นั่นก็คือ ประเทศอังกฤษ

เพราะประเทศนี้ได้มีการก่อตั้งสมาคมฟุตบอลขึ้นเป็นประเทศแรกตั้งแต่ปี 2406 ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนให้เป็นฟุตบอลอาชีพในปี 2431 ซึ่งจากวันนั้นถึงวันนี้รวมเป็นเวลาหนึ่งร้อยสามสิบสี่ปีแล้ว

 

สนับสนุนโดย   ufabet