นาข้าวหมู่บ้านจาตีลูวีห์ที่มีความเป็นธรรมชาติ

อินโดนีเซียเป็นหมู่เกาะที่มีหมู่เกาะมากกว่า10,000เกาะหนึ่งในนั้นก็คือภูเขาไฟแห่งหลีภูเขาไฟอากุงเป็นภูเขาไฟที่ลอยอยู่เหนือ3,000เมตรในทางตอนเหนือของบาหลีชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เจ้าแห่งไฟนั้นอาศัยอยู่มีลานนาข้าวที่ทอดยาวไกลออกไปจากเชิงเขา 

เชื่อกันว่าในการเพาะปลูกข้าวได้เริ่มขึ้นที่เกาะแห่งนี้ในสมัยโบราณ

บรรพบุรุษของชาวนาบนเกาะบาหีในปัจจุบันได้ถางป่าและได้สร้างนาข้าวขั้นบรรไดเหล่งนี้ขึ้นมา  หมู่บ้านจาตีลูวีห์ เป็นสถานที่ที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของบาหลีในภาษาบาหลีจาตีลูวีห์หมายถึงความมหจรรย์อย่างแท้จริงด้วยนาข้าวขั้นบรรไดมันจึงเป็นที่ที่เหมาะสมมากต้นไม้และพืชพันธุ์ได้ถูกถางออกไปและได้สร้างนาขั้นบรรไดเพื่อให้ดูมีความเป็นศิลปะภูมิทัศอันหน้าทึ่งนี้ดูราวเหมือนอย่างกับภาพวาดคนที่นี้ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยการทำการเกษตรสำหรับในการปลูกและเก็บเกี่ยวข้าวยังคงใช้แรงงานมนุษย์

เนื่องจากบาหลีมีสภาพภูมิอากาศที่อบอุ่นอยู่สม่ำสมอข้าวสามารรถเก็บเกี่ยวได้3 2ครั่งต่อปีระยะในการปลูกและในระยะเวลาเก็บเกี่ยว ซึ่งจะมีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละครัวเรือนนั้นมันไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเก็บการเก็บเกี่ยวนาข้าวในแปรงเดียวในขณะที่นาข้าวในพื้นที่ไกล้เคียงพึ่งจะได้เริ่มเติบโตขึ้นและก็มีบางพื้นที่ที่กำลังเตรียมการเพาะปลูกบาหลียังคงเป็นสวรรค์

สำหรับสิ่งที่มีชีวิตหลากหลายชีวิตในบาหลีนั้นมีผีเสื้อที่หลากหลายชนิดผีเสื้อที่มีขนาดใหญ่เหล่านั้นมีชื่อว่า ผีเสื้อถุงทองป่าสูง พวกมันมีปีกที่กว้างกว่า10เซนติเมตรนาข้าวขั้นบรรไดลายรอบไปด้วยทิวทัศน์ที่กว้างใหญ่ของของพืชพันธุ์ธรรมชาติที่ได้สร้างความหลากหลายให้แก่สัตว์ป่าทุ่งนาที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นเหล่านี้

เป็นที่สิ้นชีวิตของมนุษย์นั้นได้เชื่อมต่อกับโลกธรรมชาติและได้สร้างความสามัคคีที่เป็นอันล้ำค่าไว้จากนั้นก็ได้มีช่างภาพคนหนึ่งชาวญี่ปุ่นก็ได้พบทุ่งข้าวแบบบาหลีเขานั้นก็ได้รู้สึกประหลาดใจกับความสวยงามของพวกมันเมื่อได้รับแรงบันดาใจจากสิ่งที่เขานั้นเห็นในบาหลี

เขาจึงออกหาถ่ายภาพหาความสำพันธ์ระหว่างธรรมชาติและคนและนั่นมันก็เป็นแค่เพียงภาพในบางส่วนของเขาในบาหลีอิมาโมริกได้พัฒนาความหลงไหลในศิลปะในการถ่ายภาพในความพยายามของมนุษย์ที่มีอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับทางธรรมชาติเดือนสิงหาคมเขาก็ได้เดินไปที่ทุ่งนาที่เกษตรกรบางคนพึ่งจะปลูกต้นข้าวเสร็จจากนั้นก็ได้มีนกตัวหนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้นมันคือนกกระเต็นนกเหล่านี้จะมีความยาว30เซ็นติเมตร

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  Gclub ฝากขั้นต่ำ50

ประวัติของ กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei)

ประวัติของ กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei) มีดังนี้

เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักกับ กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เขาเป็นคนอิตาลีโดยเกิดเมือวันที่ 15 เดือนกุมภาพันธ์ ปีคริสต์ศักราช 1564  และเสียชีวิตลงในวันที่ 8 เดือนมกราคม ปีคริสต์ศักราช 1642 รวมอายุของเขาแล้ว 77 ปี สำหรับกาลิเลโอ เขาเป็นคนที่มีความเชื่อที่ว่าพระอาทิตย์และดวงจันทร์หมุนรอบโลก

ซึ่งก่อนหน้านั้นมีนักวิทยาศาสตร์หลายท่านต่างก็มีความเชื่อกันว่า ดาวเคราะห์เป็นฝ่ายที่หมุนรอบดวงอาทิตย์ แต่เมื่อกาลิเลโอ ออกมาบอกกล่าวทฤษฎีของเขากลายเป็นว่ามีแต่คนที่ต่อต้านเขากันหมดจนถึงขนาดที่ห้ามเขาสอนนักศึกษาเกี่ยวกับทฤษฏีนี้เด็ดขาดและหากเขาฝ่าฝืนเขาจะถูกจับเผาทั้งเป็น ดังนั้นเพื่อให้ผู้คนได้รู้ความจริงเขาจึงได้ทำการสร้างกล้องโทรทรรศร์เพื่อทีจะนำมาพิสูจน์ให้คนอื่นอื่นได้เห็นความจริงว่าที่จริงแล้วความคิดของเขาถูกต้อง

  ในตอนที่กาลิเลโอยังเป็นเด็กฐานะทางบ้านของเขาไม่ค่อยดีนัก พ่อของเขาเป็นเพียงนักดนตรีที่มีหนี้สินเยอะแยะมากมายและเขาจำเป็นต้องเข้าเรียนแพทย์ตามความต้องการของพ่อ เพราะพ่ออยากให้เขาเป็นที่พึ่งของคนในครอบครัวได้เพราะเขาเป็นลูกชายคนโต ซึ่งอันที่จริงแล้วกาลิเลโออยากจะบวชเป็นนักบวชมากกว่า แต่ในที่สุดเขาก็เข้าเรียนแพทย์ตามที่พ่อของเขาต้องการ แต่เมื่อเข้าเรียนแพทย์แล้วเขาก็เกิดเบื้อหน่ายวิชาการแพทย์เพราะเขาไม่ค่อยชอบเกี่ยวกับการทอ่งจำ จึงได้หันมาสนใจเกี่ยวกับคณิตศาสตร์แทน

กาลิเลโอมักจะมีข้อซักถามมาถามอาจารย์ที่สอนอยู่เสมอและเขามักจะมีข้อมาโต้แย้งอาจารย์บ่อยๆจนทำให้หลายคนไม่ค่อยชอบขี้หน้าเขาสักเท่าไหร่ ซึ่งสุดท้ายแล้วแทนที่เขาจะเรียนจบแพทย์อย่างทีพ่อของเขาต้องการเขากลับเรียนจบคณิตศาสตร์แทนนั่นเอง 

 

ซึ่งเมื่อเขาจบมาแล้วเขาก็มาเป็นครูสอนคณิตศาสตร์

ซึ่งประวัติในการทดลองของกาลิเลโอนั้นเขาสามารถทดลองเกี่ยวกับกฏเพนดูลัมซึ่งในปัจจุบันนั้นได้นำมาประยุกต์ใช้ในเรื่องของการทำนาฬืกานั่นเอง และที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาก็คือการที่เขาสามารถหาทฤษฏีมาหักล้างทฤษฎีของอลิสโตเติลได้เรื่องการสอนที่ว่าวัตถุที่หนักจะตกลงส่งพื้นเร็วกว่าวัตถุที่เบา

เพราะเขาไปทำการทดลองที่หอเอนแห่งเมืองปีซา แล้วพบว่าไม่เป็นความจริง แต่ในตอนนั้นที่เขาทำการพิสูจน์ให้คนทั่วไปได้เห็นนั้นส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครเชื่อเขา จนเขาได้ทำการทดลองและประดิษฐ์อุปกรณ์หลายๆอื่นขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ให้คนได้ดูจึงทำให้เขากลายเป็นนักวิทยศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน

 

ขอขอบคุณเรื่องราวโดย  ole777

ประเพณีวันวาเลนไทน์วันแห่งความรัก

ประเพณีวันวาเลนไทน์วันแห่งความรัก

วันวาเลนไทน์หรือที่เรานั้นเรียกแบบสากลว่าวันนักบุญวาเลนไทน์  ที่ตรงกับวันที่ 14 เดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ซึ่งในแต่ละเทศโดยเฉพาะทางตะวันตกก็จะจัดให้มีการฉลองอย่างยิ่งใหญ่อีกด้วย แต่ในปัจจุบันเทศกาลวันแห่งความรัก ก็ได้รับความนิยมไปทั่วโลกและก็นับได้ว่าเป็นวันสำคัญอีกวันของคู่ที่เขานั้นรักกัน  เพื่อน พี่น้อง หรือว่าคนในครอบครัวที่จะมอบความรักให้แก่กันซึ่งจะเป็นวันที่พิเศษอีกวันหนึ่งและวันวาเลนไทน์ตั้งแต่เดิมนั้นเป็นเพียงการเฉลิมฉลองให้กับนักบุญ

ความนิยมในวันแห่งความรัก  วันวาเลนไทน์นั้นเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับความรักในแบบโรแมนติกเป็นครั้งแรกในแวดวงสังคมซึ่งเป็นนักเขียนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งกวีนิพนธ์จนกลายมาเป็นวันแห่งความรักและได้มีการพัฒนาจนเฟื่องฟูขึ้นมามาเป็นตามลำดับซึ่งเป็นโอกาศที่เหมาะสมที่คู่รักจะได้แสดงความรักให้แก่กันด้วยดอกไม้  ขนม ลูกอม ๙อกโกแลต หรือว่าลูกกวาดรวมไปถึงการอวยพรส่งการ์ดอวยพรให้แก่กัน 

ประวัติวันวาเลนไทน์   เทศการวันวาเลนไทน์นั้นเริ่มแรกนั้นเกิดขึ้นเมื่อยุคครั้งที่จักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจขณะนั้นเป็นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ในทุกปี ซึ่งก็ถูกจัดให้เป็นวันหยุดเพื่อเป็นเกียจแก่เทพเจ้าจูฬนผู้เป็นจักรพรรดินีแห่งเทพเจ้าโรมัน อีกทั้งยังทรงเป็นเทพเจ้าแห่งอิสตรีเพศ เป็นวันเริ่มต้นเทศกาลเฉลิมฉลองแห่งลูกเพอร์คาร์เลีย  เป็นวันที่หนุ่มสาวนั้นเลี้ยงงานสรรค์กัน และต่อมาในสมัยยุคที่ 2 แห่งกรุงโรม กษัตริย์ที่มีนิสัยใจคอนั้นดุร้ายอีกทั้งทรงนิยมในการทำศึกสงครามที่ต้องนองเลือดนั้นพระองค์นั้นได้ตระหนักว่าเหตุที่ชายหนุ่มส่วนมากไม่ประสงค์เข้าร่วมกองทัพ

เนื่องมาจากว่าชายหนุ่มนั้นไม่อยากพลัดพรากจากคนที่ตนนั้นรักและครอบครัวไปจักรพรรดิที่ 2 นั้นได้ทรงมีคำสั่งห้ามไม่ให้จัดงานพิธีมั่นและแต่งงานขึ้นในกรุงโรมโดยเด็ดขาด  และด้วยคำสั่งนั้นทำให้ประชาชนนั้นเกิดความเครียดอย่างมากแต่ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ ในยุคเดียวกันนั้นได้มีนักบุญรูปหนึ่งซึ่งเขานั้นอาศัยอยู่ในกรุงโรมและได้ร่วมมือกับเซนต์มาริอัสจัดพิธีแต่งงานให้กับชาวคริสต์หลายคู่

ด้วยความปรารถนาดีของวาเลนไทน์ที่มีต่อคู่รักที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้เองทำให้เขานั้นถูกจำคุกขัง ซึ่งในระหว่างที่เซนต์วาเลนไทน์ที่ต้องถูกจองจำเป็นนักโทษเขาก็ยังคงส่งคำอวยพรวาเลนไทน์ออกไปอย่างต่อเนื่องโดยเขาว่ากันว่าวาเลนไทน์ได้ตกหลุมรักกับลูกสาวผู้คุมเรือนจำเธอนั้น

ได้มาเยี่ยมวาเลนไทน์ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และได้ถูกตัดหัวโดยที่เขานั้นได้เขียนจดหมายฉบับสุดท้ายถึงจูเลียและลงท้ายว่า  from valentine และหลังจากนั้นเขาก็ถูกประหารชีวิตไป ซึ่งศพของเขานั้นได้เก็บไว้ที่โบสถ์ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ โดยที่จูเลียได้ปลูกต้นอามันต์หรือว่าต้นอัลมอนด์สีชมผูไว้ใกล้ๆกับหลุกวาเลนตินัส ซึ่งเป็นคนรักของเธอและทุกวันนี้ต้นอัลมอนด์ก็ได้กลายเป็นตัวแทนแห่งความรักจนถึงปัจจุบัน  

 

สนับสนุนเรื่องราวจาก  alpha88