ตำนานป่าช้าเก่า

        สำหรับตำนานที่จะพูดถึงนี้เคยมีการนำมาพูดถึงในรายการเกี่ยวกับผีโดยมีพิธีกรคือนายป๋องซึ่งเป็นพิธีกรที่ทำรายการเกี่ยวกับผีได้พูดถึงป่าช้าเก่าซึ่งมีหลุมศพฝังอยู่เป็นจำนวนมาก โดยพิธีกรคนดังกล่าวเคยเดินทางมาที่ป่าช้าแห่งนี้และพูดถึงความรู้สึกเมื่อเข้ามาที่ป่าช้าแห่งนี้ว่าป่าช้าแห่งนี้นั้นมีอะไรที่แปลกประหลาดเป็นอย่างมาก

และเหตุการณ์ที่ทำให้พิธีกรคนดังอย่างนายป๋องต้องถึงกับช็อกเมื่อวันที่เขาเดินทางไปสำรวจป่าช้าแห่งนี้ระหว่างที่พวกเขากำลังหยุดเดินและมองบริเวณป่าช้าอยู่นั้นนายป๋องก็มีความรู้สึกว่ามีอะไรเหลือให้ผ่านขาของเขาไปและเมื่อพวกเขาเพ่งมองดีๆทั้งตัวนายต๋องเองรวมถึงเราคนงานที่ไปถ่ายทำรายการในคืนนั้นต่างก็เห็นเหมือนกันหมดว่ามีงูเผือกสีขาวขนาดใหญ่เลื้อยมาขวางหน้าพวกเขาเอาไว้โดยงูสีขาวตัวนั้นได้มีการแผ่แม่เบี้ยต้องมาที่ในป๋องและทีมงานทุกคน

ซึ่งทุกคนในที่นั้นต่างก็ภาวนาขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองและบอกกล่าวกับงูเผือกว่าพวกเขาไม่ได้มารบหลู่เพียงแต่ต้องการที่จะเข้ามาถ่ายทำรายการเป็นการทำงานเพียงเท่านั้นและสิ้นคำอธิษฐานงูเผือกตัวดังกล่าวนั้นก็ได้หรือหนีหายไป ซึ่งทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ในที่นั้นต่างก็พากันเชื่อว่างูเผือกตัวดังกล่าวนั้นคืองูเจ้าที่นั่นเองสำหรับป่าช้าเก่าแห่งนั้น

หากใครอยากรู้ว่าเป็นประชาที่ไหนก็ให้ไปติดตามหาข่าวย้อนหลังที่เป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องของเครื่องบินตกที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีซึ่งเครื่องบินลำดังกล่าวนั้นเป็นเครื่องบินลำเดียวกันกับที่นักร้องชื่อดังเจมส์เรืองศักดิ์นั่งไปนั่นเองโดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้น เมื่อเครื่องบินลำดังกล่าวกำลังเดินทางไปอีกจังหวัดหนึ่งแล้ว

เกิดเหตุขัดข้องทางอากาศส่งผลให้เครื่องบินลำดังกล่าวนั้นตกลงมามีผลทำให้เหตุการณ์เครื่องบินตกในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากแต่ก็มีบางคนที่นั่งอยู่บริเวณหางเครื่องบินรอดชีวิตและหนึ่งในนั้นก็คือนักร้องชื่อแดงเจมส์เรืองศักดิ์นั่นเองซึ่งปัจจุบันนี้นักร้องคนดังกล่าวก็ยังคงมีชีวิตอยู่และเหตุการณ์เครื่องบินตกในครั้งนั้นก็ทำให้พื้นที่บริเวณดังกล่าวนั้นกลายเป็นพื้นที่ที่มีการเล่าขานเกี่ยวกับวิญญาณว่ามีความเฮี้ยนมาก

ซึ่งในช่วงแรกๆหลังจากที่มีเครื่องบินตกนั้นเมื่อมีการเก็บซากคู่เครื่องบินเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วหากชาวบ้านที่ผ่านไปบริเวณนั้นก็มักจะได้ยินเสียงเกี่ยวกับคนร้องโหยหวนและขอความช่วยเหลือซึ่งเมื่อเดินมาดูก็ไม่พบใครเป็นเช่นนี้อยู่เป็นประจำจนไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้าที่จะเดินทางมาบริเวณดังกล่าวในช่วงเวลาค่ำคืนกันอีกเลย

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  sa gaming เครดิต ฟรี

ตำนานคำสาปตัวละคร Macbeth บทละครของเชคสเปียร์ 

          วรรณกรรมของต่างประเทศที่เป็นวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่และโด่งดังไปทั่วโลกคงหนีไม่พ้นวรรณกรรมของเชคสเปียร์ซึ่งเรื่องราวที่เช็คสเปียร์นั้นมีการสร้างขึ้นแต่ละเรื่องจะโด่งดังและมีชื่อเสียงมากผู้คนต่างให้การยอมรับและเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการแสดงละครของเช็คสเปียร์ออกมาก็จะมีคนเดินทางเพื่อไปชมละครของเชคสเปียร์กันเป็นจำนวนมากเนื่องจากว่าบทละครแต่ละเรื่องที่เขาสร้างขึ้นมานั้นค่อนข้างโดดเด่น

และมีสีสันและไม่ซ้ำแบบใครนั่นเองอย่างไรก็ตามมีตำนานที่พูดถึงบทละครเชคสเปียร์เรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความหวาดกลัวให้กับใครหลายๆคนที่ได้รู้เกี่ยวกับตำนานนี้กันเป็นอย่างมากโดยตำนานนี้มีการกล่าวถึงแม่มดและเกี่ยวข้องกับเรื่องของคำสาปซึ่งวรรณกรรมของเจ๊เบียร์มีการสร้างเอาไว้เรื่องหนึ่งโดยบทละครของเขานั้นจะมีอยู่ฉากหนึ่งที่ในบทละครนั้นได้มีการพูดถึงแม่มดและการใช้เวทมนตร์คาถาของพวกแม่มดทำให้ในสมัยนั้นที่ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของแม่มดตัวจริงได้ออกมาทำการสาปแช่งคนที่รับบทเล่นเป็นตัวละครMacbeth

  ในละครของเชคสเปียร์ที่มีการเขียนขึ้นมาที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับแม่มดนั่นเองโดยแม่มดตัวจริงนั้นได้โมโหและโกรธแค้นที่ทาง เชคสเปียร์ นั้นได้นำเรื่องราวของแม่มดมาเปิดเผยให้คนอื่นได้รับรู้  ดังนั้นเรื่องราวคำศัพท์จึงเกิดขึ้นทันทีโดยครั้งแรกที่คำสาปเริ่มเกิดขึ้นนั้นก็คือเมื่อมีนักแสดงได้มีการรับบทเป็นตัวละครบทหนึ่งที่ชื่อว่า Macbeth

ซึ่งตัวละครบทนี้จะต้องรับบทเล่นเป็นแม่มดและคนที่เล่นเป็นแม่มดในละครเรื่องนี้คนแรกก็คือ ฮัล  เบอร์ริดจ์ หลังจากที่เขาได้รับบทตัวละครเรื่องนี้และได้เล่นละครเรื่องนี้ให้กับประชาชนได้ดูในคืนแรกหลังจากนั้นเขาก็ล้มป่วยและสิ้นใจตายภายในคืนนั้นเองหลังจากที่เขาแสดงละครเวทีจบซึ่งสถานที่ที่เขาตายนั่นก็คือด้านหลังของละครเวทีนั้นนั่นเอง

และไม่ว่าใครก็ตามที่มารับบทที่จะแสดงเป็นตัวละคร  Macbeth ทุกคนที่รับบทจะต้องมีอันเป็นไปด้วยกันทุกคนไม่ว่าจะเกิดจากการเจ็บไข้ได้ป่วยเองหรือบางคนอาจจะตายเพราะการเกิดอุบัติเหตุและบางคนก็ถูกผู้ร้ายฆ่าตายอย่างไรก็ตามเรื่องราวของความสะอาดที่น่ากลัวนี้ยังคงมีอยู่ซึ่งล่าสุดได้มีเหตุการณ์ที่น่าหวาดกลัวเกิดขึ้นกลางเวทีที่มีการแสดงบทละครของเชคสเปียร์ในเรื่องนี้ ด้วยเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในปีพ. ศ. 1947 

เมื่อมีคนที่รับบทเป็น Macbeth กำลังทำการแสดงอยู่บนเวที  ซึ่งในจังหวะที่ต้องแสดงบทฟันดาบกันนั้น  คนที่รับเป็น Macbeth กลับถูกแทงตอนที่แสดงอยู่บนเวทีนั่นเองโดยที่ผู้ชมต่างการปรบมือให้กับการแสดงในครั้งนั้น และไม่มีใครรู้เลยว่าเขาถูกแทง สาเหตุนั่นก็เพราะว่าเพื่อนของเขาที่แสดงต่อสู้ด้วยกัน ลืมใส่ที่ครอบเอาไว้ที่ปลายของดาบ  และเมื่อการแสดงจบลงตัวละครของ Macbeth ก็ตามจริงๆเช่นกัน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  aesexy

ประวัติของกีฬาฟุตซอล      

           คนส่วนใหญ่มักจะรู้จักกีฬาฟุตบอลและนิยมเล่นกีฬาฟุตบอลกันมากแต่บางคนนั้นอาจจะยังไม่เคยรู้จักกีฬาฟุตซอลซึ่งกีฬาชนิดนี้นั้นเป็นกีฬาที่มีลักษณะการเล่นคล้ายคลึงกับกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างมากเรียกได้ว่าไม่สามารถแยกออกได้เลยทีเดียวว่าเป็นกีฬาฟุตบอลหรือว่าเป็นกีฬาฟุตซอลแตกต่างกันแค่เพียงจำนวนของผู้เล่นในสนามเท่านั้นเอง

โดยกีฬาฟุตบอลนั้นจะมีผู้เล่นเป็นจำนวนมากโดยผู้เล่นแต่ละฝั่งนั้นก็จะมีฝั่งละ 11 คนในขณะที่กีฬาฟุตซอลนั้นจะลดจำนวนขนาดผู้เล่นลงมาเหลือเพียงแค่ฝั่งละ 5-6 คนเท่านั้นเองแน่นอนว่าการเล่นกีฬาฟุตซอลนั้นเกิดขึ้นมาหลังจากที่มีกีฬาฟุตบอลแล้ว

ด้วยเหตุผลของการมีกีฬาฟุตซอลขึ้นมาก็เพราะว่ากีฬาฟุตบอลนั้นจะต้องใช้พื้นที่สนามในการเล่นค่อนข้างกว้างและต้องเล่นกลางแจ้งจึงทำให้มีการคิดค้นกีฬาฟุตซอลขึ้นมาเพื่อลดจำนวนพื้นที่ของสนามลงและสามารถเล่นในพื้นที่ร่วมได้นั่นเอง

อย่างไรก็ตามมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของประวัติกีฬาฟุตซอลว่าแต่เดิมกีฬาฟุตซอลนั้นเกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงปีพุทธศักราช 2398 โดยประเทศแรกที่มีการคิดค้นกีฬาฟุตซอลขึ้นมานั่นก็คือประเทศแคนาดาสาเหตุที่ทำให้ประเทศแคนาดานั้นมีการคิดค้นกีฬาชนิดนี้ขึ้นมา

ก็เพราะว่าปกติและประเทศแคนาดาเป็นประเทศที่มีอากาศหนาวเย็นพวกเขามักจะหากีฬามาเล่นกันเสมอเสมอเพื่อให้ร่างกายนั้นมีความอบอุ่นแต่อย่างไรก็ตามปกติแล้วคนแคนาดานั้นนิยมในเรื่องของการเล่นกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างมาก

แต่พอถึงช่วงของฤดูหนาวเมื่อไหร่อากาศที่แคนาดาจะหนาวมากจนถึงขนาดที่หิมะตกลงมาเป็นจำนวนมากทำให้นักกีฬาส่วนใหญ่แล้วไม่สามารถที่จะออกไปแข่งขันกีฬาฟุตบอลกันท่ามกลางหิมะได้พวกเขาจึงจำเป็นจะต้องหาวิธีการที่จะมีการเล่นกีฬาฟุตบอลแต่เล่นภายในร่มได้ดังนั้นกีฬาฟุตซอลจึงเป็นทางเลือกที่เขาตั้งขึ้นมานั่นก็เพราะว่าหากถึงฤดูหนาวมีหิมะตกลงมา

เมื่อไหร่พวกเขาก็สามารถที่จะไปเล่นกีฬาฟุตบอลโดยเล่นในที่ร่มแต่ด้วยข้อจำกัดของสถานที่ที่อยู่ในร่มนั้นพื้นที่จะไม่กว้างมากนักดังนั้นพวกเขาจึงคิดนอกขนาดกีฬาฟุตบอลลงมาให้มีผู้เล่นจำนวนน้อยลงและเปลี่ยนชื่อจากฟุตบอลไปมันเป็นผู้สาวนั่นเองอย่างไรก็ตามในครั้งแรกที่ประเทศแคนาดาได้มีการคิดค้นกีฬาฟุตซอลขึ้นมานั้นพวกเขายังใช้สนามครั้งแรกเป็นสนามของบาสเกตบอลมาใช้ในการเปลี่ยนเป็นสนามของฟุตซอล

แต่หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆซึ่งเมื่อถึงฤดูหนาวแล้วพวกมันเล่นฟุตซอลกันมากขึ้นทำให้มีหลายประเทศสนใจที่จะนำกีฬาฟุตซอลนั้นไปเล่นในประเทศของตนเองไม่ว่าจะเป็นประเทศดังแถบยุโรปหรือทางแถบอเมริกาใต้และปัจจุบันนี้ฟุตซอลก็เป็นกีฬาที่นิยมกันอย่างกว้างขวางในทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วยนั่นเอง

 

 

ขอขอบคุณ  ufabet เว็บตรง

สาเหตุที่งานศิลปะในยุคหินถูกแบ่งออกเป็นหลายยุค 

มนุษย์ยุคหินเป็นยุคที่สร้างงานศิลปะโดยที่คนอื่นไม่ว่าเจอกันในฝันกำแพงหรือแม้จะเป็นการศึกษาเรื่องราวต่างๆทุกคนต่างก็มีการ พัฒนารูปแบบในการติดต่อสื่อสารและการใช้ชีวิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นการเปลี่ยนแปลงในยุคสมัยต่างๆโดยเฉพาะยุคหินที่มีการพัฒนางานศิลปะ

ในยุคปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับร่องรอยในการดำเนินชีวิตของผู้คนในยุคสมัยต่างๆ ยุคหินเป็นหนึ่งจุดที่ได้รับการค้นคว้าหาข้อมูลเป็นอย่างไรผู้คนในยุคอดีตได้มีการจัดการสร้างรูปแบบเครื่องไม้เครื่องมือเกี่ยวกับหิน นึกว่าเป็นเครื่องปั้นดินเผาหรือแม้แต่จะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือสำริดจากเหล็กต่างๆ ทุกคนมีความต้องการในการบันทึกเรื่องราวต่างๆไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์การล่าสุด

เหตุการณ์ที่เกิดในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นฟ้าผ่า หรืออื่นๆอีกมากมาย ซึ่งอย่างไรก็ตามมนุษย์มีความหวาดกลัวเป็นของตัวเองไม่ว่าจะเป็นในการดำรงชีวิตต่างๆเหล่านี้ นี่จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้คนต่างๆในยุคหินได้มีการบันทึกเรื่องราวต่างๆหรือสิ่งที่เจอเข้าไปในชีวิตประจำวันผ่านสิ่งต่างๆ

แม้แต่การดำรงชีวิตก็มีความยากลำบากจึงจำเป็นจะต้องมีการพึ่งพาธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมต่างๆ การทำงานศิลปะโดยบังเอิญเกิดจากการนำเลือดของสัตว์ หรือการทำดินด่างในการเขียนกำแพงหรือแม้จะเป็นการกดขี่ต่างๆเพื่อเกิด ซึ่งศิลปะในยุคหินถูกแบ่งออกเป็น 3 ยุคใหญ่ไม่ว่าจะเป็น 

1 ยุคหินเก่า ยุคหินเก่าผู้คนมีอารยธรรมในการทำงานสินค้าที่ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ เป็นการขีดข่วนต่างๆ เกิดขึ้นเมื่อ 30,000 ถึง10,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ศิลปะส่วนใหญ่จะเป็นประเภทนูนสูงลอยตัวสันนิษฐานได้ว่ามนุษย์ยุคหินนั้นใช้ในการขีดข่วนหรือแม้แต่จะเป็นการระบายสีในฝาผนัง มนุษย์มีการพัฒนาศิลปะต่างๆไม่ว่าจะเป็นการเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญหรือแม้แต่จะเป็นการสร้างความตั้งใจเรียนเอง 

2 ยุคหินกลาง ยุคนี้เป็นยุคที่เรามีประติมากรรมต่างๆแต่ยังไม่ค่อยโดดเด่นมากนะ มีการสร้างแบบลอยตัวหรือแม้แต่จะเป็นการปั้นแบบง่ายๆ การทำการเกษตรหรือแม้แต่จะเป็นการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งบ่งบอก แต่ว่ามนุษย์มีอะไรน่าทำในการใช้ชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น

ส่วนต่อมาก็คือส่วนสุดท้ายของยุคหิน นั่นคือยุคหินใหม่ มนุษย์มีการพึ่งพาตัวเองที่มากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นการสร้างสังคมในการล่าสัตว์หรือแม้แต่จะเป็นการอยู่อาศัย การทำการเกษตรหรือการสร้างสิ่งที่สักการะบูชาไม่ว่าจะเป็นหินปั้นขึ้นมาเป็นรูปพระเจ้ารูปคนต่างๆ 

อย่างไรก็ตามมนุษย์ต่างๆถูกแบ่งออกเป็นหลายยุคแต่ละยุคสมัยก็มีลักษณะในการใช้งานหรือลักษณะในการทำงานที่แตกต่างกันไปนิดนึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่การศึกษาของยุคสมัยต่างๆมีความจำเป็นที่คนรุ่นหลังมีการเรียนรู้และความใช้ชีวิตต่างๆ เพราะการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยต่างๆก็สามารถศึกษาได้ผ่านตามงานศิลปะต่างๆที่ถูกถ่ายทอดออกมา 

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  เซ็กซี่ บาคาร่า คือ

ลักษณะของการใช้สีในงานศิลปะอียิปต์ 

ศิลปะมีความแตกต่างและมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป การพัฒนาแต่ละยุคสมัยทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบในการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นของจิตรกรหรือศิลปินต่างๆ ศิลปะหมายถึงการถ่ายทอดไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ความรู้สึกหรือ แม้แต่จะเป็นในส่วนของวัฒนธรรมในแต่ละสถานที่ต่างๆ นี่จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันรูปแบบของศิลปะต่างๆได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วให้สอดคล้องและมีการพัฒนาให้มีการเข้าถึงได้ง่ายมากที่สุด

อย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันการค้นหาในส่วนของศิลปะในยุคอียิปต์โบราณก็มีการเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ผู้คนต่างๆมีการสืบค้นเพราะอียิปต์โบราณมีการเกี่ยวข้องกับศาสนา แล้ววัฒนธรรมต่างๆที่ถูกนำมาถ่ายทอดในงานส่วนใหญ่จะถูกกำหนดเป็นแบบแผนหรือว่าเป็นพิธีต่างๆ การระบายสีจะเน้นแสงและเงาที่ถูกถ่ายทอดลงบนวัตถุต่างๆ จะเน้นความแบนเป็นหลักของการทำงาน ด้วยสีที่สดใสงานประติมากรรมต่างๆเหล่านี้จึงค่อนข้างเด่นชัดอย่างไรก็ตามแต่ละยุคสมัยมีการเปลี่ยนแปลงของ การทำงานต่างๆก็มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะในยุคของอียิปต์ต่างหากมีการพัฒนาการทำงานหรือการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างในการทำรูปแบบของงานศิลปะต่างๆมีการเปลี่ยนแปลงให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้น

ศิลปะคือสิ่งที่กล่อมเกลาจิตใจและเป็นสุนทรียภาพที่อยุธยาสมัยก็สามารถเข้าถึงได้มากขึ้น ด้วยงานที่เป็นปฏิมากรรมของตกแต่งไม่ว่าจะเป็นหีบศพ สุสาน สิ่งต่างๆเหล่านี้ถูกพัฒนาเป็นงานศิลปะทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามผู้คนนั้นสามารถเข้าถึงงานศิลปะต่างๆมากยิ่งขึ้นในส่วนของอาคารวิหารต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของศาสนาพระเจ้าต่างๆก็ถูกถ่ายทอดลงมาบนงานศิลปะมากมาย

อย่างไรก็ตามสีต่างๆมีความสดใสและมีความเด่นชัดค่อนข้าง เน้นสีโทนสดๆสีโทนร้อนซึ่งมาแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาการทำงานต่างๆเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ส่วนลักษณะของงานก็จะแสดงให้เห็นถึงพระเจ้าหรือฟาโรห์ที่มีขนาดใหญ่กว่ามนุษย์ปกติ

ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และพลังอำนาจต่างๆ ศิลปะแต่ละยุคสมัยก็แสดงถึงความเชื่อสิ่งต่างๆที่ผู้คนต่างๆเหล่านั้นสามารถเข้าถึงง่ายอย่างไรก็ตามนี้จะเป็นลักษณะสำคัญที่รูปแบบในการทำงานศิลปะต่างๆมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยทำให้มีการพัฒนางานศิลปะที่เพิ่มมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการล่าสัตว์การจดบันทึกต่างๆก็ถูกจดบันทึกลงบนงานศิลปะ จิตรกรรมฝาผนัง กำแพง เสา ทุกสิ่งทุกพลังงานศิลปะการแกะสลักหรือแม้จะเป็นงานพิมพ์ภาพนูนสูงทั้งสิ้นอย่างไรก็ตามสิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นลักษณะของงานศิลปะทั้งสิ้นที่บ่งบอกให้ถึงการเจริญรุ่งเรืองหรือการพัฒนางานรูปแบบต่างๆของยุคสมัยนั้นๆ

อย่างไรก็ตามนี้จึงเป็นอีกหนึ่งยุคที่ได้รับความสนใจอย่างมากในการเข้าถึง ในด้านงานศิลปะหรือแม้แต่จะเป็นการสืบค้นข้อมูลต่างๆที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามแต่ละยุคแต่ละสมัยก็มีความเชื่อและลักษณะในการถ่ายทอดที่แตกต่างกันไฟนี่จึงเป็นอีกหนึ่งยุคสำคัญอย่างยิ่ง 

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  sa gaming ทดลองเล่น

ประติมากรรมและศิลปะในสมัยอียิปต์ 

อียิปต์ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งจุดที่มีความสำคัญเกี่ยวกับทางด้านประวัติศาสตร์เกี่ยวกับปริมาณกรัมหรือว่างานศิลปะทั้งสิ้น ประเทศอียิปต์เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในทางตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกาที่ยิ่งใหญ่ มีแม่น้ำนานมากกว่า 5,000  ไมล์ ไหลผ่านกลางประเทศ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของการเป็นอยู่หรือแม้จะเป็นยุคสมัยของอารยธรรมประเทศอียิปต์ก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ส่งต่อมาถึงคนรุ่นหลัง

ประติมากรรมต่างประเทศอียิปต์ส่วนใหญ่จะทำมาจากหินที่มีความแข็งค่อนข้างมากโดยเฉพาะยุคแรก ด้วยการใช้หินแกรนิต หินไรโอไลต์ หินต่างๆเหล่านี้ถูกทำให้เกิดปฏิมากรรมนูนต่ำหรือรูปทรงสถานที่ดีมากยิ่งขึ้น บุคคลดังกล่าวมีการพัฒนารูปแบบในการแสดงออกไม่ว่าจะเป็นความเชื่อศรัทธาต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นการสร้างเพื่อเชิดชูบรรพบุรุษอย่างไร

ก็ตามในส่วนของการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยต่างๆเหล่านี้ทำให้ผู้คนมีการทำไม่ว่าจะเป็นผนังถ้ำสุสานหน้าต่างปฏิมากรรมต่างๆเหล่านี้เราสามารถเห็นได้อย่างไรก็ตามประเทศหรือทวีปอียิปต์นี้เป็นส่วนที่สำคัญอย่างยิ่งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะ การเปลี่ยนแปลงของการอยู่อาศัยของผู้คนหรือแม้แต่จะเป็นลักษณะในการใช้ชีวิตของผู้คน ผู้คนในยุคต่อๆมาเริ่มมีการสร้างงานที่เยอะมากยิ่งขึ้นส่งผลให้งานมีความปราณีตที่น้อยลง แต่แลกมาด้วยการสร้างงานที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยการสร้างงานนูนจมพื้นที่คืองานแกะสลัก

นี่คือทำให้ประติมากรรมของประเทศอียิปต์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอในยุคต่อมาเป็นยุคจักรวรรดิเริ่มมีความสมบูรณ์ประเทศอียิปต์ได้เริ่มรุกรานจักรวรรดิที่อื่น ค่อนข้างมาก มีการส่งเสริมนักงานศิลปะไม่เป็นเพราะว่าเมื่อไปยังสถานที่ต่างๆก็จะมีการเผยแพร่เกี่ยวกับความเชื่อถือแม้จะเป็นลักษณะของงานศิลปะในประเทศตัวเองจึงทำให้ในยุคนั้นเริ่มมีวิหารเสาต่างๆ

หรือแม้แต่จะเป็นสุสานกระดูกประดับตกแต่งด้วยความสวยงามและศิลปะต่างๆถูกพัฒนาให้เข้าถึงผู้คนที่มากยิ่งขึ้น อะไรก็ตามแต่ยุคสมัยโดยเฉพาะในยุคอียิปต์ยุคจักรวรรดิที่มีความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าและฟาโรห์ค่อนข้างมาก จึงทำให้งานส่วนใหญ่เกี่ยวกับความยิ่งใหญ่หรือแม้แต่จะเป็นการประกาศให้รู้ว่า จักรวรรดินี้สื่อสารโดยตรงกับพระเจ้า งานส่วนใหญ่เกี่ยวกับความศรัทธาหรือแม้แต่จะเป็นรูปทรงต่างๆ

ในยุคนั้นถือว่าเป็นยุคที่ผู้กำลังกายมีการบูชาตัวบุคคลค่อนข้างเยอะเพราะมีความเชื่อว่าเป็นสายเลือดของพระเจ้าที่แท้จริง

อะไรก็ทำการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นรูปแบบในการใช้ชีวิตหรือแม้แต่จะเป็นลักษณะในการทำงานต่างๆก็ถูกถ่ายทอดหรือเผยแพร่ต่างๆ งานแกะสลักในงานสุสานมักใช้แกะสลักก้อนหินหรือแม้จะเป็น เสา รวมทั้งยังมีการสักแกะสลักฝาโลงให้มีความสวยสดงดงามในยุคต่อมาก็เริ่มมีการเปลี่ยนเป็นการทำงานประติมากรรมจากทอง เงิน

และสิ่งอื่นอีกมากมายที่มีค่าอย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงของงานศิลปะ ของยุคสมัยอียิปต์นี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวที่มีความสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับยุคสมัยของงานศิลปะทั้งสิ้นเพราะช่วยบ่งบอกถึงลักษณะในการใช้ชีวิตของผู้คน 

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  บาคาร่าออนไลน์ เว็บไหนดี

งานศิลปะคือสิ่งที่กล่อมเกลาจิตใจมนุษย์

ศิลปะคือสิ่งที่กล่อมเกลาจิตใจ มนุษย์เป็นผู้ที่มีความจำเป็นจะต้องมีการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆเพื่อพัฒนารูปแบบการใช้ชีวิตของตัวเองไม่ว่าจะเป็นในส่วนของความเชื่อ ศาสนา การอยู่รอดต่างๆ มนุษย์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจในการเข้ามาพัฒนาเรื่องราวศิลปะต่างๆในการจัดการเรื่องต่างหากลองมองย้อนกลับไปในยุคเริ่มต้นของมนุษย์ที่มีมนุษย์ยุคหินต่างๆที่อาศัยอยู่ในถ้ำ

มนุษย์ก็มีการเรียนรู้ซึ่งการจัดประเภทต่างๆเหล่านี้ส่วนใหญ่จะใช้กระดูกสัตว์ ดินต่างๆหรือหินสี ผงสีและผสมกับเลือดต่างๆเพื่อจดบันทึกตามกำแพงต่างๆการพัฒนาศิลปะต่างๆเหล่านี้ในยุคก่อนเพื่อแสดงให้เห็นแต่เพียงว่าในส่วนที่อยู่อาศัยต่างๆเหล่านี้น้ำต่างๆ แหล่งอาหารสัตว์ต่างๆสามารถหาได้จากตรงไหนซึ่งมนุษย์ก็มีการเรียนรู้วัฒนธรรมในการใช้ชีวิตต่างๆที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะในยุคคลกรเหล่านี้ส่วนผสมหรือวัตถุดิบต่างๆจะเป็นจากธรรมชาติทั้งสิ้นเพราะว่ามีความยากในการค้นหา

ยังยุคเริ่มต้นนี้งานประติมากรรมนูนต่ำที่อยู่ในดินเก่าส่วนใหญ่จะถูกสร้างเมื่อประมาณ 30,000 หมื่นปีก่อนคริสตศักราช สันนิษฐานว่ามนุษย์ ต้องการฝึกกิจกรรมทำเรื่องราวต่างๆนี้จะเป็นการจดบันทึกตามกำแพงต่างๆเพื่อแสดงให้เห็นถึงจริยธรรมหรือการใช้ชีวิตของมนุษย์ในยุคนั้นเพราะผู้คนเนื่องจากมีการสลับไม่ว่าจะเป็นจากไม้ วัสดุธรรมชาติ แผ่นหิน กำแพง ปฏิมากรรมหน้าต่างในยุคหินเก่าๆต่างๆ

เหล่านี้เป็นการจดจำผ่านภาพประกอบต่างๆเพราะมนุษย์มีการใช้ศิลปะในการจดบันทึกไม่ว่าจะเป็นความเชื่อต่างๆหรืองานที่แสดงให้เห็นจากการที่พัฒนางานศิลปะต่างๆทำให้ถูกถ่ายทอดในงานนั้นๆและมีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยต่างๆ โดยเฉพาะงานศิลปะต่างๆที่ผู้คนใช้ในการระบายอารมณ์ต่างๆในการทำงานหรือแม้จะเป็นในส่วนของยุคสมัยต่างๆ

ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาผู้คนจึงมีความชำนาญในการแสดงให้เห็นว่า อารยธรรมในการใช้ชีวิตในช่วงนั้นมีอะไรบ้าง ผู้คนต่างมีการใช้เสียงในการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆโดยเฉพาะในส่วนของความเป็นอยู่หรือแม้แต่จะเป็นในส่วนของการวิวัฒนาการเครื่องจำเป็นในการจดบันทึกอยู่ตลอดเวลาให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาค้น

การเปลี่ยนแปลงของการใช้งานศิลปะต่างๆการพัฒนาตนในยุคเริ่มต้นของผู้คนต่างก็มีการใช้วัสดุธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นหินหรือจะเป็นในส่วนของ เลือดของสัตว์ กระดูกสัตว์ หินต่างๆที่มีแสงสีต่างๆที่นำมาบดและผสมกับวัสดุธรรมชาติในการจดบันทึกการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยของผู้คนทำให้ศิลปะต่างๆเข้ามาซึมอยู่ในความคิดหรือว่าลักษณะและการใช้ชีวิตของผู้คนต่างๆ

การกระตุ้นให้เกิดอารมณ์หรือความรู้สึกต่างๆในส่วนของงานศิลปะต่างๆเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นว่าข้อสำคัญของผู้คนต่างที่ใช้งานศิลปะในการแสดงความเป็นอยู่หรือว่าแสดงถึงอารยธรรมในการใช้งานต่างๆก็มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาผู้คนสามารถเข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้นและการพัฒนางานลักษณะนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพื่อแสดงถึงรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนสำคัญในยุคนั้นๆ 

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  สมัครบาคาร่า เว็บไหนดี

การเปลี่ยนแปลงการศึกษาด้านศิลปะ

เปลี่ยนแปลงการศึกษาด้านศิลปะ

เปลี่ยนแปลงการศึกษาด้านศิลปะ หากมองถึงการศึกษาเกี่ยวกับงานศิลปะในยุคปัจจุบันงานศิลปะเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาสู่ระบบการศึกษาทั้งสิ้นอย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบในการใช้ชีวิตหรือว่าเทคโนโลยีต่างๆได้ถูกส่งต่ออย่างต่อเนื่องผู้คนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆมากขึ้น สังคมโดยทั่วไปในการใช้ชีวิตของผู้คนที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมออย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันการพัฒนาการทำงานหรือการใช้ชีวิตในยุคต่างๆ

ถือว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยต่างๆเหล่านี้ มีการพัฒนาผู้คนไม่ว่าจะเป็นทางด้านจิตใจหรือแม้แต่จะเป็นสภาพสังคมทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆมากขึ้น ในการพัฒนางานหรือแม้แต่จะเป็นการพัฒนาจิตใจผู้คนที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมออย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันรูปแบบในการติดต่อสื่อสารหรือรูปแบบในการใช้ชีวิตของผู้คนที่มีการพัฒนาอยู่ณขณะนี้ถูกส่งต่ออยู่ตลอดเวลา

การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการติดต่อสื่อสารและการใช้งานต่างๆของเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาจิตใจผู้คนแม้จะเป็นการสื่อเรื่องราวใดๆก็ตามในยุคปัจจุบันถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่การเปลี่ยนแปลงระบบในการทำงานหรือแนวคิดต่างๆของผู้คนได้ถูกบันทึกไว้ในงานศิลปะทั้งสิ้น ตั้งแต่เด็กวัยประถมหรืออนุบาลหรือแม้แต่จะไปเตรียมอนุบาลก็เริ่มมีการศึกษาเกี่ยวกับงานศิลปะไม่ว่าจะเป็นงานเขียนใบงานระบายสีก็ถือว่าเป็นงานศิลปะชิ้นนี้จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ระบบการศึกษาในประเทศไทยที่มีการพัฒนางานศิลปะทั้งสิ้น

การส่งต่อเนื่องจากการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆเหล่านี้ถูกพัฒนาผู้คนส่วนใหญ่รู้จักใช้เครื่องไม้เครื่องมือในธรรมชาติเข้ามาพัฒนางานหรือสร้างผลงานอยู่ตลอดเวลาอย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงยุคสมัยการพัฒนาการทำงานหรือการเรียนรู้รูปแบบในการติดต่อสื่อสารถือว่าผู้คนให้ความสนใจอย่างยิ่งที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน

การเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการติดต่อสื่อสารและการสร้างผู้คนต่างๆก็เป็นส่วนหนึ่งที่เปลี่ยนระบบการศึกษาเป็นอย่างสิ้นเชิงผู้คนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันมีการศึกษาที่ดีมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโลกออนไลน์หรือแม้แต่จะเป็น โซเชียลมีเดียเข้าไปในช่องทางที่ผู้คนสามารถศึกษาเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นด้านไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์หรือแม้แต่จะเป็นงานศิลปะร่วมสมัยก็ถูกส่งต่อในยุคปัจจุบัน

การผลักดันให้เกิดงานศิลปะนั่นก็คือจิตใจผู้คนได้ถูก กล่อมเกลา หรือเรียกว่าสุนทรียภาพแห่งการทำงานเพราะในยุคปัจจุบันผู้คนมีการใช้ชีวิตที่ค่อนข้างเคร่งเครียด การใช้งานศิลปะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตของผู้คนหรือว่าเป็นการระบายออกทางความคิดทางสังคมทำให้ผู้คนมีลักษณะในการใช้ชีวิตที่ดีมากขึ้นอย่างไรก็ตามที่จะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง

ที่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการใช้ชีวิตของผู้คนที่มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ทำให้การส่งต่อเรื่องราวต่างๆหรือว่าแนวคิดทางการมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 

สนับสนุนโดย   เว็บคาสิโนเปิดใหม่

ศิลปะ Impressionism

ศิลปะ Impressionism ศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่จะสามารถถ่ายทอดผลงานเรื่อราวต่างๆออกมาโดยผ่านศิลปะนั้นได้หลากหลายประเภทมาก ซึ่งในแต่ละประเภทก็ถือว่ามีเสน่ห์และสไตล์ความน่าสนใจที่แตกต่างกันออกไป และอีหนึ่งศิลปะแขนงหนึ่งที่ถือว่าเป็นการสร้างสรรค์และจินตนการที่มีความน่าสนใจอย่างมากก็คือ การสร้างสรรค์ศิลปะ Impressionism เป็นศิลปะที่จะเริ่มศึกษาในด้านธรรมชาติอย่างจริงจัง

เข้าถึงในเรื่องเหล่านี้ได้ทั้งหมดและก็มีการนำสิ่งที่เป็นวิทยาศาสตร์นเรื่องของแสง สีนั้นมาใช้ในการสร้างสรรค์ การสร้างสรรค์ผลงานในลักษณะนี้นั้นเป็นผลงานที่ผู้สร้างสรค์จะต้องเข้าใจธรรมชาติอย่างแท้เจริงเพื่อที่จะสร้างสรรคืผลงานออกมาได้อย่างสวยงามและดูธรรมชาติมากที่สุด

ศิลปัในลักษณะนี้เป็นการสร้างสรรค์ที่จะค่อนข้างใช้เวลาที่รวดเร็ว และส่วนใหญ่จะเน้นเป็รการลงสีบนกระดาษหรือวัตถุนั้นเลย โดยไม่มีการร่างภาพก่อนหรืออาจจะมีการร่างก่อนก็ได้ แล้วแต่ความถนัของศิลปิและผู้สร้างสรรค์แต่ละคน แต่โดยส่วนใหญ่นั้นเมื่อการสร้างสรรค์ศิลปะในลักษณะนี้นั้นเป็นการสร้างสรรค์ที่ต้องใช้เวลาในการสร้างใรรค์ที่รวดเร็วทำให้การสร้างสรรค์นั้นจะเป็นการลวสีและไม่ได้มีการเกลี่ยสีที่ดีและสวยมากนัก เพราะเป็นสิ่งที่ศิลปินต้องการที่จะถ่ายทอดแสง เงา ของรูปในเวลาที่วาดออกมา

โดยในสมันั้นที่มีความนิยมในการสร้างสรรค์ศิลปะในลักษณะนี้ก็มีรถไฟแล้วทำให้การเดินทางออกไปนอกเมืองในยุคนั้นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างมีความสะดวกสบายแล้วทำให้ศิลปินนั้นมีโอกาสที่จะได้ออกไปวาดรูปยังสถานที่จริงๆ โดยก่อนหน้านั้นที่ยังไม่มีรถไฟในการเดินทางก็ทำให้ศิลปินนั้นจำเป็นจะต้งทำงานอยู่แต่ภานในสตูดิโอเท่านั้นนั่นเอง

ทำให้การสร้างสรรค์ผลงานในลักษณะนี้ไม่เป็นสิ่งที่มีความสมจริงเหมือนธรรมชาติมากเท่าไหร่นัก

ศิลปินที่ถือว่ามีชื่อเสียงในการสร้างสรรค์ผลงานลักษระนี้ก็ได้แก่ Degas เขานะเนมักจะชอบสร้างสรรค์ผลงานโดยเฉพาะการวาดรูปผู้หญิง ผลงานที่มีชื่อเสียงของเขานั้นก็คือ Adsinthe Drinker  เป็นภาพวาดผู้หญิงที่กำลังนั่งดื่มอยู่นั่นเอง รูปภาพนี้ถูกวาดโดยการที่เขานั้นกำลังนั่งมองผู้หญิงคนนั้นและศึกษาว่าทำไมเธอจึงมาดื่มในสถานที่แห่งนี้นั่นเอง

เมื่อรู้เหตุผลจึงทำให้เขาสามารถที่จะวาดภาพผู้หญิงรวมถึงการสร้างสรรค์ลรรยากาศรอบข้างออกมาได้อย่างสมจริงและเป็นธรรมชาติที่สุดนั่นเอง Ballet Class ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานที่มีการวาดด้วยส่วนประกอบที่สมดุลและดูธรรมชาติทั้งตัวประกอบภาพและสภาพแวดล้อมทั้งหมดด้วย ผลงานโดยส่วนใหญของเขานั้นถึงแม้จะเป็นภาพวาดที่เน้นไปทางการวาดผู้หญิง แต่ก็สามารถถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างสวยงาม

และเป็นธรรมชาติ ทำให้มองภาพเหล่านี้ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่า ความเป็นจริงแล้วธรรมชาติของผู้หญิงนั้นในการทำกิจกรรมต่างๆนั้นมีลักษณะอย่างไรด้วย ถือว่าก็เป็นศิลปินคนหนึ่งที่มีการถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ

 

 

สนับสนุนโดย   ดูบอลสด

ดนตรีในยุคเรอเนซองค์

ดนตรีในยุคเรอเนซองค์ เป็นยุคแห่งการเกิดใหม่และฟื้นฟูทางด้านศิลปะวิทยา ซึ่งการฟื้นฟูนี้นั้นนอกจากจะมีการฟื้นฟูศิลปะในรูปแบบต่างๆแล้ว ยังเป็นยุคแห่งการฟื้นฟูทางด้านดนตรีด้วยทำให้ยุคเรอเนซองส์ไม่ได้มีการเกิดขึ้นใหม่และฟื้นฟูทางด้านศิลปะจิตกรรม ประติมากรรม เพียงเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงทางด้านของการเกิดและฟื้นฟูดนตรีด้วย

ซึ่งลักษณะของดนตรีที่มีการฟื้นฟูในยุคเรอเนซองส์นั้น ถือว่ามีการปรับปรุง พัฒนารูปแบบทางด้านดนตรีที่มากขึ้นจากยุคก่อนซึ่งจุดเด่นของดนตรีในลักษณะเนื้อหาและทำนองของดนตรีนั้นยังคงความเอกลักษณ์และโดดเด่นและเพลงที่ขับร้องนั้นก็ยังคงเป็นที่นิยมและมีลักษณะเหมือนในยุคก่อนๆที่ผ่านมา แต่การบรรเลงเพลงนั้นเริ่มมีบทบาทและได้รับความนิยมมากขึ้นในยุคเรอเนซองส์

เพลงบรรเลงนั้นนอกจากจะมีบทบาทที่มากขึ้นแล้วยังเป็นการพัฒนาและสร้างสรรค์ทางด้านดนตรีการบรรเลงที่มีความแปลกใหม่มากขึ้นจากในช่วงยุคก่อนๆ โดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่15-16นั้น ศิลปินที่มีชื่อเสียงและได้รับการยกย่องในยุคนั้นก็คือ วาเลนโต้ , ดาวินชี่ , อัลโตเทเนอร์

ซึ่งแต่บะคนนั้นถือว่าเป็นศิลปินที่มากความสามารถและแนวที่ได้รับความนิยมในการฟังเพื่อความเพลิดเพลินในยุคนั้นก็จะเป็นเพลงในลักษณะที่มี 4 แนวและเป็นแนวเพลงที่มีการสร้างสรรค์ขึ้นจากฝีมือของ โซปราโน อัลโตเทเนอร์เบสนั่นเอง และเป็นที่นิยมในการประพันธ์กันมากขึ้นถือว่าเป็นรากฐานในการบรรเลงปละประสานเสียงในลักษณะ4แนวเลยนั่นเองและมีการสืบทอดและพัฒนาในสมัยต่อๆมาด้วย

ซึ่งดนตรีเหล่านี้นั้นมักจะมีการบรรเลงในสถานที่โบสถ์ ซึ่งการบรรเลงเพลงในยุคนี้นั้นเป็นการพัฒยาและต่อยอดมาจากในยุคสมัยกลางและสมัยก่อนหน้า แต่มีการเรียบเรียงและบรรเลงเพลงให้มีความน่าสนใจและใจและมีความไพเราะมากขึ้น ทำให้ในยุคนี้นั้นเป็นยุคในการเจริญรุ่งเรืองทางด้านดนตรีในลักษณะบรรเลงด้วยนั่นเองและเพลงก็มีการสร้างสรรค์ในการที่จะบรรเลง

เพื่อความไพเราะในวสถานที่ต่างๆมากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นก็มีการพัฒนาดนตรีมห้มีความหน้าสนใจด้วยการใส่เสียงประสานเพื่อให้มีควยามไพเราะและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

ในช่วงยุคศตวรรษที่ 16 นั้นถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนาครั้งยิ่งใหญ่ในด้านวงการดนตรีในยุคนั้นเลยทีเดียวเพราะเหตุการณ์การปฏิวัติของทางด้านศาสนาคริสต์นั้นทำให้ดนตรีนั้นมีการร้องมากขึ้นแต่ก็ยังคงนิยมในการบรรเลงและประสานเสียงอยู่และมีการใช้ดนตรีสลับกับการร้องทำให้เกิดเป็นการร้องเพลงและบรรเลงดนตรีจนมาถึงเพลงที่มีการร้องและบรรเลงในโบสถ์อย่างในปัจจุบันนั่นเอง

และมีการสลับดนตรีและการร้องออกเป็นส่วนๆด้วยซึ่งก็ถือว่าดนตรีในยุคเรอเนซองส์นั้นก็เป็นช่วงยุคที่มีการเจริญเติบโตที่นอกจากศิลปะแล้วก็คือดนตรีที่ถือว่ายังเป็นดนตรีที่ได้รับความนิยมในการฟังและร้องในโบสถ์จนมาถึงปัจจุบันนั่นเอง

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย   ufabet บนมือถือ