Plague Doctorมีอยู่จริงบนโลกหรือไม่?

ซึ่งต้องบอกว่าหมออีกาที่เป็นที่ต้องการของคนในยุคนั้นมากเพราะว่าเกิดโรคระบาดขึ้นมา  Plague Doctorมีอยู่จริงบนโลก  ที่ทางการแพทย์ไม่สามรถที่จะรักษาได้จึงต้องไปอาศัยหมออีกาในยุคนั้นที่เขาว่ากันว่าสามารถรักษากาฬโรคได้ในยุคนั้นคนก็พากันไปขอความช่วยเหลือกันใหญ่

โดนหมออีกานั้นมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันออกไป

แต่วิธีการรักษาเหล่านี้นั้นตามความเชื่อแล้วมันทำให้หลายๆคนหายจากกาลโรคหรือบรรเทาอาการนี้ให้เบาลงได้นั่นเอง

ซึ่งถ้าเกิดพูดถึงหมอรักษาโรคที่ไม่ได้อยู่ตามโรคพยาบาลหรือประจำการอยู่มันก็คงจะไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างจากหมอทั่วไปแต่ทำไมหมอท่านนี้ถึงได้มีฉายาว่าหอมอีกาหรือว่าPlague Doctorถ้าเอาตามตรงตัวเลยนั่นก็คือชุดที่เขาใส่นั่นเอง เพราะว่าหมออีกาหรือว่าPlague Doctorตรงนี้เขามีชุดที่ค่อนข้างที่จะเป็นเอกลักษณ์มาเลยนั่นก็คือชุดที่เขาใส่นั้นจะเป็นแขนขายาวสีดำและมีผ้าปกคลุมทั้งร่างกายใส่ถุงมือถุงเท้ามิดชิด

นอกจากนี้เสื้อของพวกเขายังมีการเคลือบสารเฉพาะที่จะไม่ให้ของเหลวมาติดตามเสื้อเด็ดขาดพอของเหลวโดนตามเสื้อเหล่านั้นก็จะไหลลงไปคล้ายกับคุณสมบัติหน้ากากอนามัยเลยและที่สำคัญไปกว่านั้นคือจุดเด่นของเขาจะมีอยู่3จุดด้วยกันนั่นก็คือหมวกที่เขาใส่บานใหญ่มากคาทาที่เขาถือว่ากันว่าเป็นอุปกรณ์ใช้ในการตรวจโรค

เนื่องจากนี้หน้ากากที่มีลักษระประหลาดคล้ายกับนกมีจะงอยปากออกมาที่ในยุคนั้นคนไม่สามารถหาคำตอบได้เลยว่าเขาผลิตหน้ากากเหล่านี้หรือใช้หน้ากากเหล่านี้เพื่ออะไรกันแน่ สิ่งตรงนี้เราก็ได้หาข้อมูลมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วถ้าเอาไปทีละอย่างไปนั่นก็คือคาทาที่เขาใช้ติดตามตัวPlague Doctorหรือหมออีกาอยู่ตลอดเวลานั้นเขาเอาไว้ใช้สำหรับการตรวจโรค

ซึ่งถ้าให้พูดกันตามตรงก็คือปกติหมอกับคนจะตรวจโวรคด้วยการสัมผัสตัวหรือมีการตรวจเช็คตามจุดต่างๆตามร่างกายแต่ในยุคนั้นกาฬโรคมันรุนแรงมาก การสัมผัสร่างกายนั้นมันก็จะมีโอกาสที่จะทำให้หมอหรือใครก็แล้วแต่ที่มีมาตรวจร่างกายติดเชื้อไปด้วยได้ฉะนั้นแล้วเขาเลยเลือกที่จะหาอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นต้องแตะตัวแต่สามารถสัมผัสตัวได้และสามารถตรวจสอบได้ว่าบุคคลนี้เป็นโรคแบบไหนกันแน่

โดยในเวลาเหล่านั้นสิ่งที่เขาใช้นั่นก็คือไม้ง่ามนั่นเองส่วนสิ่งต่องมาที่เป้นเอกลักษณ์ของเขาก็คือหน้ากากรูปคล้ายกับอีกามีจะงอยปากแหลมออกมาตรงนี้คำตอบว่าปากจะงอยแหลมออกมานั้นมันคือช่องว่างที่เขาเอาไว้ใช้ใส่พวกสมุนไพรต่างๆที่เอาไว้ดับกลิ่นศพหรือกลิ่นเน่าของคนไข้

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  สล็อต ยิงปลา ฝากขั้น ต่ำ 100

ประวัติกีฬาเปตอง  

        สำหรับกีฬาเปตองนั้นเชื่อว่าหลายคนคงรู้จักกันเป็นอย่างดี ประวัติกีฬาเปตอง   เนื่องจากว่าได้รับความนิยมอย่างมากอย่างเช่นประเทศไทยเองเกือบทุกจังหวัดนั้นให้ความสนใจในการเล่นกีฬาเปตองโดยกีฬาชนิดนี้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้สูงอายุที่จะมีการเล่นกีฬาชนิดนี้นอกจากนี้ยังมีการผลักดันกีฬาเปตองให้เข้าสู่ระบบการศึกษาของไทยโดยมีการเปิดการเรียนการสอนการเล่นกีฬาเบตงให้กับเด็กนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษานั่นเอง

         อย่างไรก็ตามกีฬาเปตองนั้นถือได้ว่าเป็นกีฬาที่เล่นให้ความเพลิดเพลิน

มีแนวการใช้ความคิดและสันทนาการได้เป็นอย่างดีนอกจากนี้การเล่นกีฬาเปตองก็ยังช่วยลดความเครียดและยังสร้างความสามัคคีให้กับเหล่าบรรดานักกีฬาได้  สำหรับกีฬาเบตงนั้นไม่ได้มีการเล่นกันเฉพาะภายในประเทศไทยเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่ต่างประเทศก็ได้รับความสนใจไม่น้อยกว่าประเทศไทยเลยทีเดียวเพราะกีฬาชนิดนี้ว่า ถ้ามีมาตั้งแต่ในสมัยโบราณยุคดึกดำบรรพ์แล้วก็ว่าได้

        ถึงแม้ว่าจะไม่มีประวัติทางหลักศิลาจารึกหรือมีการบันทึกข้อมูลเอาไว้ว่ากีฬาเปตองนั้นมีจุดกำเนิดมาจากไหนรวมถึงมีมาแล้วกี่พันตรีแต่ว่าเชื่อว่ามีต้นกำเนิดของกีฬาเปตองมานับไม่ต่ำกว่า 2000  ปี ก่อนคริสตกาล มาแล้วอย่างแน่นอน  สาเหตุมันก็บอกว่ากีฬาชนิดนี้มีขึ้นมาตั้งแต่ในสมัยกรีกโบราณนั่นเอง

       ซึ่งแน่นอนว่าในสมัยโบราณนั้นการใช้ลูกเปตองนั้นจะไม่ได้เป็นการใช้ลูกเหล็กเหมือนในปัจจุบันนี้เพราะยังไม่ได้มีวิวัฒนาการก้าวหน้าเหมือนกับปัจจุบันนี้ดังนั้นในสมัยโบราณที่มีการเล่นกีฬาเปตองกันนั้นก็จะใช้ลักษณะของการเอาก้อนหินขนาดพอเหมาะมือและดูลักษณะของก้อนหินให้มีความเป็นทรงกลมให้มากที่สุด ใช้เป็นรูปกีฬาเบตงนั่นเองโดยมีหินที่มีลักษณะแบบนี้ส่วนใหญ่ก็จะนำมาจากใต้ทะเลหรือไม่ก็นำมาจากภูเขาสูงโดยกีฬาชนิดนี้นักกีฬาชาวโรมันนั้นใช้ในการเล่นกัน

         หลังจากที่พวกเขาว่างเว้นจากการทำสงครามยึดครองอำนาจหรือยึดครองดินแดนกันแล้วนั่นเองหลังจากนั้นเมื่อเขาเดินทางไปยังประเทศไหนที่มีการยึดของที่ดินก็จะมีการนำกีฬาเบตงไปทำการละเล่นและไปเผยแพร่จนในที่สุดนั้นก็กลายเป็นกีฬาที่ได้รับความสนใจไปทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งได้รับความสนใจมากในทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส  

        ซึ่งหลังจากที่หมดยุคสงครามแล้วกีฬาชนิดนี้ก็ยังคงได้รับความสนใจและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยของพระเจ้านโปเลียนมหาราชขึ้นครองอำนาจนั้นพระองค์ชื่นชอบการเล่นกีฬาเปตองเป็นอย่างมากเลยทีเดียวดังนั้นพระองค์จึงมีการตั้งชื่อกีฬานี้ซึ่งตอนแรกนั้นมีการตั้งเป็นชื่อบูลเบร – รอตรอง และมีการเปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆจนท้ายที่สุดนั้นก็มาสรุปเป็นกีฬาเปตองนั่นเอง 

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  ufabet ฝากเงิน ออโต้

ประวัติความเป็นมาของ V&A- Victoria and Albert Museeum

      ก่อนที่  V&A- Victoria and Albert Museeum  จะกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงผลงานด้านศิลปะและการตกแต่ง ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่เดิมที่นี่เริ่มต้นมาจากการเป็นเพียงแค่สถานที่แห่งหนึ่งที่มีการจัดแสดงนิทรรศการเพียงเท่านั้นโดยคนที่เริ่มจัดนิทรรศการคนแรกก็คือ เฮนรี่ โคล  ซึ่งมีการจัดนิทรรศการขึ้นครั้งแรกในปีค.ศ 1851  

         ในตอนแรกนั้น เฮนรี่ โคล ต้องการใช้สถานที่แห่งนี้จัดเป็นนิทรรศการที่ใหญ่ที่สุดเนื่องจากว่าเขามีตำแหน่งหน้าที่เป็นผู้อำนวยการของพิพิธภัณฑ์   ในครั้งแรกที่นี่ไม่ได้ถูกตั้งชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะและการตกแต่งแต่ชื่อเดิมนั้นคือพิพิธภัณฑ์แห่งการผลิต   ซึ่งทางด้าน เฮนรี่ โคล ได้มีการรวบรวมศิลปะประยุกต์และศิลปะทางด้านวิทยาศาสตร์มาจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้รวมกัน   แต่หลังจากที่มีการนำศิลปะทั้ง 2 แขนงมาจัดแสดงไว้ที่เดียวกันนั้นก็เกิดมีปัญหาหลายอย่างมากมายเกิดขึ้น  ทำให้การจะเปลี่ยนที่แห่งนี้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์นั้นค่อนข้างเป็นไปได้ยาก 

    สำหรับสาเหตุหลักหลักนั้นก็เนื่องมาจากการจัดหาสถานที่จัดซื้อของสะสมเหล่านี้หรือแม้แต่เรื่องของการออกแบบผลิตภัณฑ์ ทำให้พี่สะพานแห่งนี้ไม่สามารถที่จะทำการเปิดให้บริการให้นักท่องเที่ยวได้มาชมผลงานได้กว่าที่  V&A- Victoria and Albert Museeum แห่งนี้จะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั้นก็ใช้ระยะเวลาไปจนถึงปีค.ศ 1857 เลยทีเดียว 

      สำหรับในงานพิธีเปิด  V&A- Victoria and Albert Museeum อย่างเป็นทางการนั้น ได้มี สมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย  เสด็จมาเป็นประธานในพิธีเปิดให้ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าที่  V&A- Victoria and Albert Museeum แห่ง่นี้จะมีการเปิดอย่างเป็นทางการแล้วแต่ก็ยังต้องมีการปรับปรุงแก้ไขอยู่ตลอดเวลา ในที่สุดจากที่มีการรวบรวมศิลปะแนววิทยาศาสตร์เอาไว้ก็จำเป็นตอ้งเอาออกไป เหลือเพียงแค่ศิลปะเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

       นอกจากนี้  V&A- Victoria and Albert Museeum ยังได้มีการสร้างแกลอรี่เพิ่มเติมขึ้นมาอีกด้วย ซึ่งแกลอรี่นี้เอาไว้ในการจัดนิทรรศการแสดงผลงานด้านศิลปะโดยเฉพาะ ซึ่งนับตั้งแต่มีการปรับปรุงมาเรื่อยเรื่อยทำให้ที่นี่ได้รับการยอมรับมายิ่งขึ้น ผู้ที่ชื่นชอบผลงานด้านศิลปะเริ่มเดินทางมาเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์แห่งนี้กันเยอะขึ้น จนปัจจุบันนี้ที่นี่จึงกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก จนสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ปีละหลายหมื่นคน และเป็นสถานที่ทอ่งเที่ยวขึ้นชื่ออีกแห่งที่น่าสนใจของประเทศอังกฤษนั่นเอง 

     ปัจจุบันศิลปะที่มีการจัดแสดงเอาไว้ที่   V&A- Victoria and Albert Museeum แห่งนี้จะมีมากมาย และหลายประเทศหลายเชื้อชาติ มีทั้งพระพุทธรูปของไทยในสมัยโบราณ หรือแม้แต่พวกเครื่องเรือนและเครื่องจักรสานของไทยที่ใช้กันแพร่หลายในยุคโบราณก็มี นอกจากนี้ยงมีชุดเครื่องเงินของประเทศพม่า รวมถึงผลงานของศิลปินระดับโลก อย่าง ลีโอนาร์โด ดาวินซี  ที่มีการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์ต่างต่างเอาไว้ เป็นต้น

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  sa gaming ขั้นต่ำ 5 บาท

อนาคตของโลกได้ถูกทำนายไว้ตั้งแต่แรกแล้วจาก คุณยาย บาวานกา

อนาคตของโลกได้ถูกทำนายไว้ ซึ่งเราอยกจะบอกว่าเหตุการณ์ต่างๆที่ คุณยาย บาวานกา เขาได้ทำนายเอาไว้มันไม่ได้จบแค่7,000กว่าเหตุการณ์ที่เขาได้ทำนายเอาไว้แต่มันยังได้มีเหตุการณ์ในปัจจุบันที่เขาทำนายถูกและเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาไม่นานนี้เอง

โดยหนึ่งในเหตุการณ์นั้นนั่นก็คือ9/11ที่ผ่านมาและเขาทำนายได้ตรงเหมือน “ นอสตราดามุส “ เลย มันก็มองได้หลายมุมเขาอาจจะเคยได้ยินหรือเขาอาจจะเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับ นอสตราดามุส มาหรือเปล่าหลายๆคนก็คิดมาเป็นเช่นนั้นแต่ คุณยาย บาวานกา เขาก็ได้ทำนายอนาคตหลังจากที่เขาได้เสียชีวิตไปด้วยและที่สำคัญคือเขาได้ทำนายวันตายเวลาตายได้ตรงอย่างน่าเหลือเชื่อมากเลย

นอกจากนี้หลังจากที่เราได้หาข้อมูลไปเรามีความรู้สึกว่าขนลุกอยู่พอสมควรเลยว่าเขาสามารถทำนายตัวเองได้อย่างไงแล้วก็ยังไม่มีใครที่จะสามารถหาคำตอบได้ด้วยและหลังจากที่ คุณยาย บาวานกา เสียชีวิตในเวลาต่อมาก็ได้มีคนออกมาเปิดเผยว่าทางคุณยาย บาวานกาเขายังได้ทำนายอนาคตไว้อีกเยอะอยู่พอสมควรเลยถ้าเอาตามข้อมูลที่บันทึกไว้มีเหตุการณ์การทำนายเอาไว้ถึงปี ค.ศ.4674เลย

เนื่องจากนี้ถ้าหากว่าเอาสิ่งที่พึ่งจะผ่านมาสองเหตุการณ์ล่าสุดก็คือปี2016กับปี2018

สองเหตุการณ์ที่เขาได้ทำนายเอาไว้เอาจริงๆแล้วันตรงกับอย่างน่าตกใจเลยปี2018เขาได้บอกเอาไว้ว่าจีนจะเป็นมหาอำนาจของโลกแล้วก็กล้าพูดเลยในช่วงปี2ปีที่ผ่านมาปี2018 – 2019 จีนก็เป้นหนึ่งในมหาอำนาจของโลกไปแล้วโดยที่เราไม่รู้ตัวเลยด้วยแล้วก็ยังมีคำทำนายอื่นๆอีกมากมายที่เขาได้ทำนายเอาไว้

โดยเริ่มต้นจากปี2025ที่เขาได้บอกว่าปี2025

จะไม่มีใครอยู่ในทวีปยุโรปเลยปี2028จะมีการสำรวจดาวศุกร์แล้วก็มีการพบแหล่งพลังงานทาเลือกปี2033น้ำแข็งทั่วโลกละลายจนหมดเพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างฉับพลันปี2043เศรษฐกิจโลกจะดีขึ้นปี2046มนุษย์จะปลูกถ่ายอวัยวะเทียมได้ทุกชนิดและการรักษาเปลี่ยนอวัยวะดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก 

เพราะฉะนั้นในปี2100มนุษย์สร้างเทียมสำเร็จเป็นผลมาจากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่ที่ได้ทำการวิจัยกันมาตั้งแต่ในปี2008ปี2111มนุษย์จะกลายเป็นมนุษย์ครึ่งหุ่นยนต์ปี2125โดลได้รับสัญญาณการติดต่อจากอวกาศปี2130เกิดอารยธรรมใต้น้ำที่เป้นคำแนะนำจากมนุษย์ต่างดาวปี2164สัตว์ได้กลายมาเป็นสัตว์ครึ่งมนุษย์ปี2167ศาสนาใหม่ถือกำเนิดขึ้นปี2170ทั้งโลกได้เกิดภัยแร้งอย่างรุนแรงปี2183อาณานิคมบนดาวอังคารมีอาวุธนิวเคลียร์แล้วต้องการเอกราชจากโลก

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ufabet ฝาก-ถอน ออโต้

ตำนานการสร้างเมืองหริภุญไชย 

       สำหรับเมือง  หริภุญไชย นั้นว่ากันว่าแต่เดิมนั้น ไม่ได้มีชื่อว่า เมืองเมือง  หริภุญไชย แต่ทีนี่เป็นเพียงแค่ชุมชนเพียงเท่านั้น  การสร้างเมืองหริภุญไชย ซึ่งชุมชนแห่งนี้มีอาณาเขตพื้นที่ติดกับลุ่มแม่น้ำปิง ที่นี่มีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่ามาก ตำนานเล่าว่าตรงบริเวณลุ่มแม่น้ำปิงนั้น มีชุมชนน้อยใหญ่มากมาย  และหนี่งในนั้นก็คือ เมือง  หริภุญไชย  หรือว่าเมืองลำพูนในปัจจุบันนั่นเอง 

     ตามตำนานเล่าว่าก่อนที่สถานที่แห่งนี้จะถูกเรียกว่าเมืองหริภุญชัยนั้นแต่เดิมเป็นเพียงแค่ชุมชนชุมชนหนึ่งเท่านั้นต่อมาได้มีฤาษีตนหนึ่งซึ่งมีนามว่าวาสุเทพได้มีการมายังชุมชนแห่งนี้และได้สร้างเมืองขึ้นมาใหม่ หลังจากสร้างเมืองเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การสร้างเมืองหริภุญไชย ฤาษีวาสุเทพก็ได้มีการอัญเชิญพระนางจามเทวีซึ่งในขณะนั้นพระนางกำลังทำการปกครองบ้านเมืองอยู่ที่เมืองละโว้ให้มาช่วยปกครองเมืองที่ฤาษีวาสุเทพได้สร้างขึ้นมานั่นก็คือเมืองหริภุญชัยนี่เอง โดยเหตุการณ์ที่มีการอัญเชิญพระนางจามเทวีมาปกครองเมืองหริภุญไชยนั้นเกิดขึ้นชั่วคราวประมาณปีพุทธศักราช 1200  

              แน่นอนว่าหลังจากที่พระนางจามเทวีได้รับการทูลเชิญจากฤาษีวาสุเทพพระนางก็ได้มีการนำข้าทาสบริวารที่อยู่ภายใต้การดูแลของพระนางสมัยปกครองเมืองละโว้มาด้วยอีกทั้งยังมีการนำพระสงฆ์จากเมืองละโว้เดินทางมาที่เมืองหริภุญชัยนี้ด้วยซึ่งขั้นตอนการเดินทางมานั้นเนื่องจากว่าเมืองหริภุญชัยถูกสร้างขึ้นอยู่บริเวณริมแม่น้ำปิงดังนั้นจึงเดินทางจากเมืองละโว้มาที่เมืองหริภุญชัยผ่านทางน้ำนั่นเอง

           หลังจากที่พระนางจามเทวีได้ขึ้นครองราชย์และก่อตั้งเป็นเมืองหริภุญชัยพระนางเข้าเมืองหริภุญชัยเรื่อยมาและยังมีลูกหลานของพระนางที่สามารถปกครองบ้านเมืองหริภุญชัยให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบเรื่อยมามีการเผยแพร่วัฒนธรรมและสืบสานประเพณีต่างๆมาอย่างยาวนาน ภายใต้การดูแลและการปกครองของราชวงศ์ของพระนางจามเทวีสามารถปกครองเมืองหริภุญไชยได้นานถึง 600 ปีหลังจากนั้นช่วงประมาณปีพุทธศักราช 1824 เมืองหริภุญชัยก็ได้สูญเสียเอกราชให้แก่พระยามังรายซึ่งในขณะนั้นเมืองหริภุญชัยได้รับการปกครองในสมัยของพระเจ้ายาบ้า  และเมื่อกลายมาเป็นเมืองเอกราชของพระยามังรายดังนั้นเมืองหริภุญชัยจึงถือได้ว่ากลายเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนล้านนาแต่นั้นเป็นต้นมานั่นเอง   

       และนับตั้งแต่นั้นมาก็มีการบูรณะซ่อมแซมและฟื้นฟูเมืองหริภุญชัยมาเรื่อยๆภายใต้การปกครองของพระยากาวิละทำให้เมืองหริภุญชัยถูกมีการเปลี่ยนชื่อใหม่มาเป็นเมืองลำพูนและมีความเจริญรุ่งเรืองนับตั้งแต่นั้นสืบมา   สำหรับเมืองหริภุญชัยนั้นนับว่าเป็นเมืองที่มีความเก่าแก่และโบราณเป็นอย่างมากแต่ก็เป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรม

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    บาคาร่า sa gaming

ตำนานเกี่ยวกับพิษของงู

         เกี่ยวกับพิษของงู งูเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีทั้งมีพิษและไม่มีพิษโดยบางตัวนั้นมีพิษร้ายแรงมากเพียงแค่ 2 นาทีก็ตายแล้วในขณะที่บางตัวนั้นมีพิษเพียงเล็กน้อยดังนั้นวันนี้เราจะมาพูดถึงตำนานของงูว่าทำไมงูแต่ละตัวนั้นถึงมีพิษที่ไม่เท่ากันและทำไมงูบางตัวนั้นถึงไม่มีพิษนั่นเอง 

       ว่ากันว่าในสมัยก่อนนั้นงูที่มีพิษร้ายแรงมากที่สุดก็คืองูน้ำนั่นเองซึ่งมีการเล่าขานกันในหมู่ของสัตว์เลื้อยคลานว่าหากงูน้ำนั้น ไปกับใครแล้วเราก็ไม่สามารถรอดพ้นจากความตายไปได้  พิษของมันร้ายแรงถึงขนาดที่ว่าเพียงแค่กัดรอยเท้าของคนก็ทำให้คนๆนั้นตายได้เลยทีเดียว 

       แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่งในขณะที่งูน้ำกำลังเลื้อยหากินอยู่นั้นปรากฏว่ามันได้ไปกัดชายคนหนึ่งซึ่งชายคนดังกล่าวนั้นมีชื่อว่าอายไม่ตาย  โดยหลังจากที่มันกัดรอยเท้าของๆไม่ตายแล้วตัวคนที่ชื่อว่าอายไม่ตายก็ได้เสียชีวิตทำให้ชาวบ้านนั้นพากันพูดถึงสาเหตุการเสียชีวิตของอายไม่ตายกันจนเป็นเรื่องราวโด่งดัง

          เกี่ยวกับพิษของงู โดยชาวบ้านได้มีการพูดว่างูน้ำกัดๆไม่ตายเสียแล้วซึ่งหลังจากที่สัตว์เลื้อยคลานตัวอื่นๆรวมถึงงูชนิดอื่นๆมาได้ยินต่างก็คิดว่าพิษของงูน้ำนั้นต้องมีปัญหาอย่างแน่นอนเพราะไปกัดคนชื่อๆแต่แล้วคนชื่อๆกับไม่ตายทำให้มีการพูดถึงเรื่องนี้กันในวงการสัตว์เป็นอย่างมากหลังจากงูน้ำรู้เรื่องนี้เข้าก็คิดว่าพิษของตนเองนั้นไม่มีประสิทธิภาพแล้วจึงได้ตัดสินใจที่คายพิษทิ้ง

              โดยงูน้ำไปคายพิษตรงบริเวณรังของหมามุ่ย หลังจากที่งูน้ำคายพิษออกหมดแล้วมันก็กลับไปที่อยู่อาศัยของมันโดยที่มันไม่รู้เลยว่าผิดของมันที่ถูกขายทิ้งเอาไว้นั้นมีสัตว์ชนิดอื่นๆพากันมากินโดยสัตว์ที่มากินพิษของงูน้ำเป็นตัวแรกนั่นก็คืองูจงอางหลังจากนั้นก็กลายมาเป็นงูเห่าและงูกะปะทำให้ในปัจจุบันงูสามชนิดนี้จึงเป็นงูที่มีพิษร้ายแรงมากตามลำดับนั่นเอง

            ในขณะที่สัตว์ชนิดอื่นๆหรืองูชนิดอื่นๆนั้นต่างก็ทยอยมากินกันเรื่อยๆจนผิดหมดลงไปซึ่งสัตว์ที่ได้พิษของงูน้ำไปน้อยมากที่สุดนั่นก็คืองูเขียวและตะขาบนั่นเองดังนั้นจะเห็นได้ว่าเมื่อเราถูกงูเขียวกัดหรือตะขาบกัดนั้นเราแทบจะไม่ได้รับพิษของมันรุนแรงมากนักและยังสามารถยื้อเวลาในการรักษาทันอย่างท่วงทีนั่นเอง และนี่คือที่มาของพิษของสัตว์แต่ละชนิด 

 

สนับสนุนโดย.  แจ้งฝาก-ถอน ufabet

ประวัติตำนานต้นมณีโคตร  

           หลายคนอาจจะไม่รู้จักเกี่ยวกับต้นมณีโคตรแต่ว่าต้นไม้ชนิดนี้มีอยู่จริงซึ่งจะอยู่ตรงบริเวณแม่น้ำโขงโดยอยู่ตรงน้ำตกคอนพะเพ็ง   ต้นมณีโคตรนั้นเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีความเก่าแก่. ตำนานต้นมณีโคตร   โดยเชื่อกันว่าต้นไม้ชนิดนี้นั้นมีอายุเป็นหลักร้อยปีหรือหลักพันปีเลยทีเดียวและต้นไม้ชนิดนี้ก็มีความสูงมากกว่า 10 เมตรซึ่งลักษณะของต้นมณีโคตรนั้นจะมีการแตกกิ่งตรงไปชี้ออกไปทั้งหมด 3 ทิศด้วยกันโดยทิศแรกจะมีการชี้ไปทางประเทศลาวติดต่อมาจะชี้ที่ประเทศไทยและอีกสิ่งหนึ่งจะชี้ไปที่ประเทศเขมร

          ตำนานต้นมณีโคตร   ว่ากันว่าสาเหตุที่เรียกต้นไม้ชนิดนี้ว่าต้นมณีโคตรเนื่องจากว่าถ้าหากว่ามีการตัดกิ่งไม้หรือตัดแกนกลางของต้นไม้ดูจะเห็นได้ว่าต้นไม้นี้มีทั้งหมด 3 สีด้วยกันซึ่งจะมีสีม่วงและสีชมพูรวมถึงสีครีมไข่ไก่และตามความเชื่อยังมีการเชื่อกันว่าต้นไม้ชนิดนี้เป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งถ้าหากว่าต้นไม้ชนิดนี้ออกผลมาเมื่อไหร่และใครได้ไปกินผลจะเกิดปาฏิหาริย์ขึ้น

        โดยถ้าหากว่าใครกินผลของกิ่งที่ยื่นมาทางประเทศไทยเชื่อกันว่าผลละไม้ชนิดนี้จะทำให้เป็นหนุ่มและยืนยงคงกระพันอายุยาวนานในขณะเดียวกันถ้าหากใครกินผลไม้ที่เป็นกิ่งที่ยื่นไปทางฝั่งประเทศเขมรจะทำให้กินเข้าไปแล้วก็จะกลายร่างกายเป็นลิงและยังมีความเชื่อที่ว่าอีกสิ่งหนึ่งที่ยื่นไปฝั่งทางประเทศลาวทักหากินผลไม้ของกิ่งนั้นจะทำให้แก่ชราเร็วขึ้นนั่นเอง 

          อย่างไรก็ตามคนโบราณยังเชื่ออีกด้วยว่าต้นมณีโคตรนี้มีต้นเดียวในโลกและเป็นต้นไม้ที่มีตำนานกล่าวถึงว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถชี้เป็นชี้ตายได้โดยระบุว่าต้นไม้ชนิดนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าต้นชี้ตายปลายชี้เป็นซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของต้นไม้ชนิดนี้ก็คือถ้าหากใครมีการตัดเอากิ่งต้นมณีโคตรไปชี้คนอื่นถ้าอยากจะให้คนคนนั้นตายก็เอาด้านหัวของเก่งนั้นสีไปแต่ถ้าหากว่าอยากที่จะให้คนตายฟื้นขึ้นมาก็ให้ตัดกิ่งนี้แล้วเอาปลายของกิ่งชี้ไปที่ศพคนตายคนตายก็จะฟื้นขึ้นมานั่นเอง

              สำหรับต้นมณีโคตรนี้ไม่ว่าจะเป็นชาวลาวหรือชาวไทยต่างก็ให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมากเรียกได้ว่าเป็นต้นไม้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากและอยู่ในใจของคนไทยและคนลาวมาหลายร้อยหลายพันปีกันเลยทีเดียวต้นมณีโคตรเป็นต้นไม้ที่อยู่คู่กับน้ำตกคอนพะเพ็งซึ่งน้ำตกแห่งนี้นั้นจะอยู่ตรงบริเวณแก่งหินกลางแม่น้ำโขง 

         สำหรับความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของผลไม้ของต้นมณีโคตรนั้นยังไม่มีใครที่สามารถออกมายืนยันได้ว่าสิ่งที่มีการเล่าขานกันถึงความศักดิ์สิทธิ์ของต้นมณีโคตรนั้นเป็นความจริงหรือไม่เพราะแม่น้ำโขงตรงบริเวณที่ต้นมณีโคตรขึ้นอยู่นั้นจะมีน้ำที่เชี่ยวกรากมากจนไม่มีใครหรือชาวบ้านคนไหนสามารถฝากความเชี่ยวกรากของแม่น้ำไปถึงต้นมณีโคตรได้นั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย.    ufabet ฝาก-ถอน ออโต้

เทคนิคการว่าภาพขั้นพื้นฐาน 

             เทคนิคการว่าภาพขั้นพื้นฐาน  การวาดรูปนั้นนับว่าเป็นการเรียนศิลปะอย่างหนึ่งนั่นเองซึ่งการวาดรูปจะต้องมีวิธีการและเทคนิคถึงจะสามารถทำให้รูปภาพที่วาดออกมานั้นมีความสวยงามและมีความเสมือนจริงมากดังนั้นวันนี้เราจะมาพูดถึงเทคนิคของการวาดรูปขั้นพื้นฐานกันว่าเราจะมีวิธีการอย่างไรบ้าง

     เทคนิคการว่าภาพขั้นพื้นฐาน  อย่างแรกสำหรับในเรื่องของการวาดรูปเลยสำหรับคนที่ไม่เคยวาดรูปมาก่อนให้เราหาแบบ ที่จะใช้สำหรับเป็นแบบให้เราวาดโดยเราควรจะเลือกแบบที่มีความง่ายที่สุดก่อนแล้วหลังจากนั้นเมื่อเรามีความชำนาญในการวาดภาพมากขึ้นค่อยมีการไต่ระดับความยากขึ้นไปเรื่อยๆนั่นเองซึ่งขั้นแรกของการวาดภาพนั้นแนะนำว่าควรจะว่าเป็นพวกผลไม้เพราะสามารถไหว้ได้ง่ายและมีแบบอย่างให้หาดูได้ง่ายนั่นเองการวาดผลไม้นั้นไม่ได้มีความสลับซับซ้อนอะไรเพราะโดยปกติแล้ววาดผลไม้ก็จะเป็นลักษณะของลูกกลมๆเป็นแบบพื้นฐานมาให้อยู่แล้ว          

       หลังจากที่เราเริ่มวาดรูปผลไม้แล้วเราควรจะมีการวาดบ่อยๆให้เกิดความชำนาญมากยิ่งขึ้นยิ่งเราวาดบ่อยมากแค่ไหนการที่เราจะวาดรูปให้มีความสวยงามและมีความเหมือนกับของจริงนั้นก็จะยิ่งเหมือนมากยิ่งขึ้นนั่นเองการที่เราฝึกวาดบ่อยๆนั้นมันจะทำให้เรานั้นฝืดการใช้ลายเส้นการวาดเป็นวงกลมหรือสามเหลี่ยมสี่เหลี่ยมก็แล้วแต่ซึ่งการฝึกบ่อยๆจะทำให้เราเกิดการชำนาญ

      สำหรับการวาดรูปภาพนั้นเราควรจะต้องมีการร่างแบบเอาไว้ก่อนหรือที่ภาษาของคนเรียนศิลปะการวาดรูปจะเรียกว่าเป็นการสเก็ตภาพซึ่งการสเก็ตภาพนั้นจะทำเป็นแบบๆเอาไว้ก่อนหลังจากนั้นค่อยมาทำการเติมแต่งแสงและเงาให้มีความสวยงามและมีความเสมือนจริงเรียกว่าขั้นตอนการวาดรูปนั้นเริ่มต้นเราควรจะต้องมีการร่างภาพไว้ก่อนว่าภาพที่เราจะวาดนั้นจะมีรูปร่างลักษณะแบบไหนหลังจากที่ล้างเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยมาแต่งแต้มให้เกิดความสวยงาม

          อุปกรณ์สำหรับในการใช้วาดภาพนั้นก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเช่นเดียวกันโดยปกติแล้วเวลาที่เราสเก็ตช์ภาพหรือว่าภาพนั้นเราจะต้องมีการหากระดาษซึ่งเป็นกระดาษสำหรับการสเก็ตภาพหรือการวาดภาพโดยตรงส่วนอินสอนนั้นก็ควรจะต้องมีหลายขนาดไม่ว่าจะเป็นขนาด  H  หรือขนาด 2B   หรือบางทีอาจจะต้องใช้ขนาด 6B และ 8B  มีก็มีซึ่งเราควรจะต้องมีขนาดเพื่อเตรียมพร้อมในการสเก็ตภาพและร่างภาพนั่นเอง 

        ไรก็ตามเกี่ยวกับเรื่องของการวาดภาพนั้นคุณจะต้องมีการหมั่นฝึกฝน หัดวาดรูปภาพไปเรื่อยๆและควรจะเก็บภาพที่วาดไว้เป็นรูปเล่มเพื่อที่คุณจะได้มาดูย้อนหลังได้ว่าวิวัฒนาการของการเรียนวาดภาพของคุณนั้นมีความดีขึ้นหรือแย่ลงหรือว่าบรรทัดฐานยังคงเป็นเหมือนเดิมเพื่อที่คุณจะได้นำมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแก้ไขเกี่ยวกับเรื่องของการวาดรูปให้มีการพัฒนาที่ดีขึ้นนั่นเอง 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    ทางเข้า ufabet ภาษาไทย

ตํานานวันคริสต์มาส

          ตํานานวันคริสต์มาส ในสมัยโบราณนั้นมีการจัดเทศกาลวันคริสต์มาสกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ 330 ซึ่งในตอนนั้นมีการเรียกเทศกาลนี้ว่า Christmas maesse ด้วยความหมายของคำคำนี้ก็คือ การบูชาพระคริสตเจ้า  ภายหลังนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงเหลือเพียงแค่คำว่าคริสต์มาสเพียงอย่างเดียวเพียงเท่านั้น

             สำหรับเทศกาลวันคริสต์มาสนั้นตามปฏิทินสากลแล้วจะระบุว่าจะเป็นวันที่ 25 เดือนธันวาคมของทุกปีซึ่งในวันดังกล่าวนั้นประชาชนจะพากันจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองทุกคนในครอบครัวจะมารวมตัวกันอยู่ที่บ้านเมื่อทานอาหารร่วมกันซึ่งเงินดังกล่าวนั้นตรงกับวันคล้ายวันเกิดของพระเยซูซึ่งพระองค์นั้นก็คือพระศาสดาของศาสนาคริสต์นั่นเอง

         เจอว่าหลายคนคงรู้จักพระเยซูกันเป็นอย่างดีเพราะ ตํานานวันคริสต์มาส โดยปกติแล้วจะมีการให้เด็กนักเรียนนั้นได้มีการศึกษาข้อมูลคร่าวๆเกี่ยวกับหลักธรรมทางศาสนาโดยศาสนาที่เด็กนักเรียนไปศึกษานั้นไม่ใช่เป็นแค่ศาสนาพุทธเป็นอย่างเดียวเท่านั้นเพราะปัจจุบันนี้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทย

             แต่ก็มีคนไทยหลายคนที่หันไปนับถือศาสนาคริสต์หรือแม้แต่นับถือศาสนาอิสลามก็ตามดังนั้นในการเรียนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการจึงได้มีการนำข้อมูลของศาสนาต่างๆที่มีการระบุว่าใครเป็นศาสดาของศาสนานั้นๆมาให้นักเรียนได้ศึกษาหาความรู้เอาไว้

        แน่นอนว่าศาสนาคริสต์คือหนึ่งในศาสนาที่เด็กทุกคนนั้นจะต้องทำความรู้จักข้อมูลแบบคร่าวๆซึ่งเรารู้กันดีอยู่แล้วว่าพระเยซูนั้นเกิดขึ้นมาจากพระแม่มารีอาซึ่งพระเยซูนั้นไม่มีพ่อโดยพระแม่มารีอานั้นตั้งครรภ์ขึ้นมาเองโดยที่ไม่ได้ผ่านการมีสามีหลังจากนั้นก็คลอดพระเยซูมาในวันที่ 25 เดือนธันวาคม

             ดังนั้นในวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปีประชาชนที่นับถือศาสนาคริสต์จึงได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองขึ้นมาและยังมีการทำพิธีเพื่อระลึกถึงพระศาสดาของศาสนาคริสต์คือพระเยซูนั่นเองโดยการเฉลิมฉลองในวันคริสต์มาสนั้นมีขึ้นมาตั้งแต่ปี  ค.ศ.  64-313แต่เป็นการแอบจัดการเฉลิมฉลองเพียงเท่านั้นซึ่งในตอนนั้นมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของ วันดังกล่าวนั้นเป็นการจัดงานเฉลิมฉลองให้กับวันเกิดของสุริยะเทพนั้นเอง

            แต่เนื่องจากว่าคนที่นับถือศาสนาคริสต์ที่อยู่ในอาณาจักรโรมันนั้นไม่ค่อยนับถือสักเท่าไหร่พวกเขาจึงได้มีการเปลี่ยนวันดังกล่าวแทนที่จะเป็นการจัดงานวันเกิดให้กับพระสุริยะเทพก็มาเป็นการจัดงานเฉลิมฉลองวันเกิดให้กับพระเยซูแทนนั้นเองเนื่องจากว่าพวกเขาให้ความเคารพนับถือพระเยซูว่าเป็นเหมือนกับแสงสว่างของโลกมนุษย์นั่นเอง

             และพอ ปี ค..ศ 330 ก็มีการจัดการเฉลิมฉลองอย่างแพร่หลายและเปิดเผยให้คนทั้งโลกได้รู้จักงานดังกล่าวและหลังจากนั้นทุกวันที่ 25 ของทุกปีประชาชนทั่วโลกจึงได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองในวันคริสต์มาสกันนั้นเอง 

 

สนับสนุนโดย.    ufabetฝ่ายบริการ

ตํานานเสาหลักเมืองของประเทศญี่ปุ่น  ตำนานฮิโตบาชิระ

              เชื่อว่าหากพูดถึงเรื่องของเสาหลักเมืองนั้นทุกคนย่อมรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะในประเทศไทยเองนั้น  ตำนานฮิโตบาชิระ  ในแต่ละจังหวัดก็จะมีเสาหลักเมืองประจำจังหวัดหรืออย่างเช่นในกรุงเทพฯก็จะมีศาลหลักเมืองอยู่ในเขตพื้นที่ของกรุงเทพฯซึ่งโดยปกติแล้วในช่วงเทศกาลสำคัญสำคัญประชาชนมักจะเดินทางไปไหว้ศาลหลักเมืองกัน 

อย่างไรก็ตามในสมัยอดีตกาลนั้นการสร้างศาลหลักเมืองนั้นจะต้องมีการนำชีวิตของคนเป็นมาฝังไว้อยู่ใต้ศาลหลักเมืองซึ่งแน่นอนว่าวิธีกำนี้ประเทศไทยเองก็มีการทำและไม่ต่างจากประเทศญี่ปุ่นเองวิธีการใช้ชีวิตของคนเป็นมาสังเวยในการสร้างเสาหลักเมืองนั้นก็ทำเช่นเดียวกัน

        ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนั้นการสร้างศาลหลักเมืองและการตั้งเสาหลักเมืองนั้นจะไม่ได้มีการนำชีวิตคนเป็นมาสังเวยแล้วอดีตนั้นไม่ว่าจะเป็นประเทศไทยหรือนัดกับประเทศอื่นๆรวมถึงประเทศญี่ปุ่นก็เคยมีการสังเวยชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากดังนั้นในวันนี้เราจะมีการพูดถึงตํานานเสาหลักเมืองของประเทศญี่ปุ่นซึ่งก็คือตำนานที่มีการเรียกขานกันว่า  ตำนานฮิโตบาชิระ นั่นเอง

              สำหรับ ตำนานฮิโตบาชิระ นี้มีการพูดถึงเรื่องของการบูชายัญซึ่งเป็นพิธีกรรมที่มีการนำเอาผู้คนมาสังเวย  ทำพิธีกรรมทางด้านไสยศาสตร์  ซึ่งวิธีการนั้นก็คือการนำเอาคนเป็นๆหรือมนุษย์เป็นๆที่ยังไม่เสียชีวิตไปฝังไว้ในหลุมซึ่งเตรียมไว้สำหรับนำเสามาตั้งไว้  หลุมดังกล่าวนั้นไม่ว่าจะเป็นหลุมสำหรับสร้างอาคารขนาดใหญ่หรือแม้แต่หลุมสำหรับสร้างปราสาทหรือหลุมสำหรับการตั้งเสาเขื่อนสะพานหากเป็นในยุคโบราณแล้วเราก็จะต้องมีการนำคนเป็นไปไว้ในหลุมทุกครั้งก่อนที่จะมีการสร้างสาเหตุนั่นก็เพราะว่าพวกเขาต้องการให้คนที่อยู่ในกลุ่มนั้นเป็นเครื่องสังเวยเหล่าเทพเจ้า

           ด้วยความเชื่อนั้นเชื่อว่าหากมีการสังเวยคนเป็นและมีการส่งคำขออธิษฐานไปถึงเทพเจ้าสิ่งที่ทำนั้นก็จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีและไม่มีอุปสรรคใดอย่างไร   ดังนั้นทุกครั้งที่มีการสร้างอาการหรือประสาทหรือแม้แต่สะพานขนาดใหญ่หรือขนาดใดจะมีการขุดหลุมขนาดใหญ่และนำคนลงไปไว้บริเวณใต้หลุมก่อนที่จะมีการนำเสาร์ทับร่างบุคคลเหล่านั้นอีกครั้งหนึ่ง

          ยกตัวอย่างเสามนุษย์ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นซึ่งก็คือการสร้างปราสาทมารูโกะ   ซึ่งปราสาทแห่งนี้อยู่ในจังหวัดฟุกุอิ  ในปัจจุบันนี้คุณยังสามารถที่จะเห็นปราสาทแห่งนี้ได้หากเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นเรียกว่าประสาทนี้เป็นปราสาทที่สร้างขึ้นมาเก่าแก่อายุนานหลายร้อยปีเป็นประสาทไม้ทั้งหลัง  มีความงดงามและความสวยงามอันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้   

         ว่ากันว่าตอนที่สร้างปราสาทแห่งนี้นั้น มีการสร้างปราสาทขึ้นมาและประสาทก็พังถล่มลงมาอยู่บ่อยครั้ง  จนในที่สุดก็ได้มีผู้หญิงแม่หม้ายคนหนึ่งที่ชื่อว่า โอชิชึ  นางได้เอาตัวเองลงไปไว้ใต้หลุมเพื่อเป็นการสังเวยต่อเทพเจ้า  โดยก่อนที่นางจะสังเวยตนเองนั้นนางมีข้อแลกเปลี่ยนกับเจ้าของประสาทว่าจะต้องรับลูกชายของนางนั้นเป็นซามูไรและรับใช้อยู่ภายในปราสาทหลังนี้  ซึ่งหลังจากที่นางได้สังเวยตัวเองอยู่ใต้เสาของปราสาทแห่งนี้ก็สามารถสร้างปราสาทแห่งนี้ได้สำเร็จและราบรื่นนั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย  สมัคร sbobet โดยตรง