ตำนานลองของซอย9สุสานโสเภณี

ซึ่งจากข้อมูลที่ได้มีการบันทึกเอาไว้ชาวบ้านหลายๆคนเขาก้ได้บอกว่าหลายๆคนที่ได้บุกเข้ามาลองของที่นี่ก็เจอของดีกันทุกคนเลยแต่ส่วนใหญ่ก็จะเจอแนวเบาๆได้ยินเสียงผู้หญิงบ้างเห็นผู้หญิงบ้างหรือเต็มที่หนักสุดได้มีของหนักตกใส่หรือมาเสียงปริศนาดังขึ้นมาในสถานที่นั้นเพียงเท่านั้นเอง

นอกจากนี้ได้มีเหตุการณ์หนึ่งที่ได้มีกลุ่มวัยรุ่นเขาได้เข้ามาลองของที่นี่แต่การลองของของพวกเขานั้นมันรุนแรงมากและแตกต่างจากที่อื่นที่ได้เข้ามาลองของคือพวกเขาเหล่านี้ได้นำระเบิดที่ทำมือเองมาจุดปาใส่สถานที่เหล่านั้นโดยการทำแบบนี้มันคือการลบหลู่ที่รุนแรงมากตามความเชื่อและแน่นอนว่ามันก็ต้องมีผลตามมา

เพราะฉะนั้นตามข้อมูลเขายังได้บอกเอาไว้อีกว่าผลที่ตามมารุนแรงถึงขั้นที่ได้มีคนเสียชีวิตจากการลบหลู่ในครั้งนี้เลยโดยข้อมูลตรงนี้กลุ่มเด็กแว้นกลุ่มนั้นเขาได้ให้การเอาไว้ว่าในวันนั้นที่เขาได้ไปลองดีกันช่วงก่นอที่เขาได้ไปลองกันเขาได้ไปเที่ยวอยุ่สถานที่แห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรีและอยู่ดีๆได้มีเพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่าววถานที่ที่ใกล้กันนี้บริเวณซอย9ได้มีสถานที่เฮี้ยนและแรงมากติดอับดับของประเทศไทยเลยเราไปลองของที่นั่นกันไหม

เนื่องจากนี้แน่นอนว่าด้วยความคึกคะนองของวัยรุ่นพวกเขาก็ได้เข้าไปลองของในนั้นกันจริงๆแต่ตรงนี้เขาได้เล่าเอาไว้ว่าในขณะที่พวกเขากำลังบิดมอเตอร์ไซค์ไปกับแก๊งของพวกเขาก็บิดไล่หาซอยไปแต่ซอยที่พวกเขาค้นหานั้นมันกลับไม่เจอคือตรงนี้ถ้าจะให้พูดให้เห็นภามง่ายๆซอยปกติเราจะแยกกันระหว่างซ้ายกับขวาถ้าเกิดสมมุติฝั่งใดฝั่งหนึ่งเป็นเลขคี่อีกฝั่งหนึ่งก็จะเป็นเลขคู่ไล่กันไป

ซึ่งจากการให้การณ์ตรงนี้เด็กแว้นเขาได้บอกเอาไว้ว่าเขาไล่ตั้งแต่ซอย15แต่พอจะเข้าไปที่ซอย9ปรากฏว่ามันไม่มีป้ายซอย9และทางเข้าอยู่แต่มันจะมีคล้ายๆกับโพงหญ้าสูงกั้นเอาไว้และเหมือนมันจะมีทางเข้าไปได้แต่เขาไม่ได้เข้าไปเพราะเขาคิดว่ามันไม่น่าจะใช่ซอย9ก็เลยขับไปอีกซอยหนึ่ง

ปรากฏว่าซอยที่เลยไปแล้วเจอมันคือซอย7ตรงนั้นมันเลยได้สร้างความสงสัยให้กับพวกเขาว่าซอย9มันหายไปไหนกันแน่หรือแท้ที่จริงแล้วไอรูโพงหญ้าตรงนั้นที่อยู่มันน่าจะเป็นซอย9ใช่หรือไม่เขาได้วนรถกลับมาและได้ทำการบุกเข้าไปในซอยนั้น

 

สนับสนุนโดย.    ufabet สมัครสมาชิก

ตึกผีใจกลางสาธร

สำหรับเหตุการณ์นี้ที่เป็นเหตุการณ์ในตึกร้างย่านสาธรหรือที่รู้จักกันก็คือสาธรยูนีคทาวเวอร์และมีช่างกล้องคนหนึ่งที่ได้เข้าไปทำการถ่ายรูปให้ได้มากที่สุดของตึกสาธรยูนีคทาวเวอร์ร้างแห่งนี้เมื่อเขาได้ลงมาถึงชั้นล่างแล้วปรากฏว่าเขาก็ได้กลิ่นเหมือนเป็นกลิ่นซากศพ

ซึ่งเขาจึงได้เดินตามหาของกลิ่นที่ลอยเหม็นอยู่บริเวณนั้นปรากฏว่าเขาได้พบศพฝรั่งที่ผูกคอตายมานานแล้วไม่ต่ำกว่า3วันในขณะเดียวกันหลังจากที่เขาได้เจอศพตรงนี้เขาก็สติหลุดแล้วก็รีบวิ่งลงไปชั้นล่างสุดของตึกหลังจากนั้นเขาทำอะไรไม่ถูกก็ได้ตัดสินใจเขียนบทความของตัวเองลงในบอร์ดชุมชนของเว็บพันทิป

โดยบทสรุปของเรื่องนี้ตอนแรกค่อนข้างที่จะน่าสงสารเกี่ยวกับผู้ที่ได้พบเจอมากเพราะข้อมูลตรงนี้เขาได้บอกเอาไว้ว่าผู้เจอศพคนนี้เขาจำอะไรไม่ได้เลยว่าเขานั้นพบเจอศพชั้นที่เท่าไรเขาบอกได้เพียงชั้น30กว่าๆทางตำรวจเขาไม่ชั่วเขาเลยได้โทรตามและนำผู้ที่ได้พบศพเข้ามาสำรวจตึกร้างแห่งนี้ด้วย

เมื่อได้ทำการสำรวจตั้งแต่ชั้น30ไปจนถึงชั้น40ไม่มีการพบเจอศพแต่อย่างใดเลยมันเลยทำให้คนที่พบศพในตอนนั้นค่อนข้างที่จะเครียดและตึงอยู่พอสมควรว่าถ้าหากไม่พบศพจริงๆเขาอาจจะโดนข้อหาแจ้งความเท็จก็ได้แต่เขาก็ยังยืนยันกับพี่ตำรวจแลทีมค้นหาต่อว่าเขาได้พบศพจริงๆยังไงช่วยทำการค้นหา2-3ชั้นได้ไหมทีมกู้ภัยและตำรวจก็ได้ทำตามคำขอนั้น

นอกจากนี้มันก็เลยเป็นผลอย่างที่ต้องการเพราะว่าในชั้นที่43ชั้นที่สุดท้ายที่เขากำลังค้นหาเขาได้ขึ้นไปแล้วพบเจอศพจริงๆแต่การเจอศพครั้งนั้นมันไม่ธรรมดาเหมือนที่เราคิดเพราะตามข้อมูลเขาได้บอกเอาไว้ว่าหลังจากที่เจ้าหน้าที่ทุวกคนและคนที่พบศพคนแรกเขาได้ขึ้นไปชั้นที่43ปรากฏว่าไม่มีกลิ่นศพไม่มีกลิ่นเน่าอะไรเลย

ดังนั้นเมื่อได้พบเจอศพเท่านั้นแหละอยู่ดีๆกลิ่นของศพก็ได้กระจายไปทั้งชั้นโดยที่ไม่ทราบสาเหตุซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งเหนือธรรมชาติที่เขาไม่สามารถหาคำตอบได้ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันเลยและหลังจากที่ได้มีการพบศพของคนๆนี้เขาก็ได้มีการนำศพออกจากตึกร้างแห่งนี้แล้วตึกแห่งนี้ก็ได้เป้นข่าวโด่งดังออกไปทุกช่องว่าเป็นตึกร้างที่มีผู้เสียชีวิตเป็นตึกที่มีผีเป็นตึกที่มีสิ่งลี้ลับต่างๆนานามากมาย

 

สนับสนุนโดย.  ทดลองเล่นบาคาร่าฟรี se

สนม อู่เหม่ยเหนียงขึ้นเป็นพระมเหสีได้อย่างไร

เนื่องจากนี้สนมอู่ หรือว่า อู่เหม่ยเหนียง ได้ทำการเสนอตัวว่า สนมอู่อยากจะทำการฝึกม้าขออาสาไปทำการฝึกม้าพยศตัวนี้ให้เชื่องให้จงได้

โดยสนมอู่ได้กราบทูตไปยังจักรพรรดิถังไท่จงว่าสนมอู่นั้นขอพระราชทานของสามสิ่งด้วยกันและของสามสิ่งนี้จะประกอบไปด้วย แส้เหล็ก ค้อนเหล็ก แล้วก็ กริช ที่คมมาก จักรพรรดิถังไท่จงพอได้ยินสิ่งของที่สนมอู่ขอของพระราชทานจากจักรพรรดิถังไท่จงก็มีความสงสัยเป็นยินนักก็เลยถามไปยังสนมอู่ว่าเจ้าต้องการขอสิ่งนี้ไปเพื่อการใดหรือ

นอกจากนี้สนมอู่ก็เลยกราบทูตไปยังจักรพรรดิถังไท่จงว่าม่อมฉันต้องการของสามสิ่งมีเหตุผลอย่างแน่แท้สนมอู่บอกว่าเหตุผลก็คือถ้าในระหว่างการฝึกม้าพยศตัวนี้แล้วไม่สามารถทำให้ม้าเชื่องได้ม่อมฉันจะใช้แส้เหล็กกับม้าตัวนี้และถ้าหากว่ายังใช้แส้เหล็กไปแล้ว

ม้ายังดื้อไม่ยอมเชื่องฝึกไม่ได้อีกม่อมฉันจะใช้ค้อนเหล็กกับม้าตัวนี้และหากใช้แส้เหล็กค้อนเหล็กก็แล้วยังไม่ดีขึ้นยังไม่เชื่องแล้วใช้ไม่ได้ม่อมฉันก็จะใช้กริชปิดชีพมันชะ

ซึ่งทุกคนที่อยู่ในระหว่างนั้นได้ยินสนมอู่หรือว่า อู่เหม่ยเหนียง ได้พูดเช่นนั้นก็ตกใจอย่างยิ่งแล้วก้เซอร์ไพรส์มากในเวลาเดียวกันและสนมอู่ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า “ อาชาหรือม้ามีไว้เพื่อขี่ถ้าฝึกให้เชื่องให้ดีไม่ได้จะมีมันเอาไว้ทำไมมีมันไปก็ไร่ค่าไร่ประโยชน์สิ้นดี ”และที่สำคัญก็อาจจะกล่าวได้ว่าป่วยการที่จะเก็บเอาไว้ 

สิ่งที่สนมอู่หรือว่าที่จักรพรรดินีนีบูเช็คเทียนได้กล่าวเอาไว้ได้สะท้อนให้เห็นสิ่งที่เป็นความคิดอุปนิสัยใจคอของพระนางที่จริงๆแล้วในอนาคตหลังจากที่สนมอู่ได้เติบโตไปก็จะนำเอาไปใช้จนกระทั่งได้เป็นจักรพรรดินีนีอู่เจ๋อเทียนหรือว่าบูเช็คเทียนนั้นเอง

เนื่องจากนี้ในเวลาต่อมาเมื่อ ค.ศ.649ในขณะนั้นสนมอู่มีอายุได้27ปีจักรพรรดิถังไท่จงผู้ยิ่งใหญ่ก็เสด็จสวรรคตและตามโบราณราชประเพณีแล้วสนมทั้งหลายจะต้องทำการเข้าวัดเพื่อโกนศีรษะแล้วบวชชีทุกคนไม่เว้นแต่สนมอู่

ดังนั้นสนมอู่แล้วก็สนมคนอื่นๆของจักรพรรดิถังไท่จงจงเข้าทำการโกนศีรษะแล้วบวชชีในเวลาเดียวกันเมื่อจักรพรรดถังไท่จงได้เสด็จสวรรคตไปรัชทายาทที่ชื่อว่า หลี่ จื้อ ก็ได้ขึ้นมาครองราชย์เป็นจักรพรรดิถังเกาจงและหลังจากนั้นเรื่องราวความวุ่นวายมันก็เกิดขึ้น

ซึ่งจักรพรรดิถังเกาจงแอบมีความสัมพันธ์สายใจกับสนมอู่ตั้งแต่สมัยที่จักรพรรดิถังไท่จงยังไม่เสด็จสวรรคตเลยทีเดียวแต่อย่างไรก็ตามเมื่อสนมอู่ได้ทำการเข้าวัดและบวชชีเป็นที่เรียบร้อยแล้วและในขณะเดียวกันที่จักรพรรดิถังเกาจงได้ขึ้นครองราชย์จักรพรรดิถังเกาจงไม่ลืมความคิดถึงที่มีต่อสนมอู่

 

ได้รับการสนับสนุนโดย.  gclub slot ทดลองเล่น

ตำนานความลับของสโนไวท์ในเทพนิยาย

          คุณรู้หรือไม่ว่าอันที่จริงแล้วนิทาน ของวอลดิสนี่ เรื่องสโนไวท์นั้นแท้ที่จริงแล้วแรกเริ่มเดิมทีเป็นนิทานมาจากนิยายกลิ่นซึ่งภายหลังถูกดัดแปลงมาและวัดนี่นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และการ์ตูนงั้นวันนี้เราจะมาพูดถึงตำนานความรักของสโนไวท์ในเทพนิยายกริมม์ที่มีความแตกต่างกับการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ของวอลดิสนีย์เป็นอย่างมากมีเรื่องอะไรบ้างเรามาดูกัน

          ในนิทานของวอลดิสนีย์ในเรื่องแสดงไว้นั้นจะกล่าวถึงแม่เลี้ยงซึ่งเป็นแม่มดที่ไม่พอใจในความสวยงามของสโนไวท์ซึ่งได้มีการสั่งให้สโนไวท์นั้นไปทำงานบ้านทำงานเหมือนคนรับใช้เพื่อที่จะทำให้สโนไวท์นั้นหมดความสวยงามแต่เมื่อไม่สามารถบดบังความสวยงามของสโนไวท์ได้ถึงแม้จะคบตัวอยู่แต่ในครัวอย่างเดียวก็ตามทำให้ทางที่สุดแล้วแม่เลี้ยงจึงได้เป็นคนสั่งข้าวสั่งไว้แต่ในความเป็นจริงของนิทานเรื่องสโนไวท์แรกเริ่มเดิมทีนั้นผู้หญิงที่สั่งฆ่า Snow White Man ไม่ใช่แม่เลี้ยงแต่เธอคือแม่แท้ๆของสโนไวท์แม่คนที่เคยขอพรว่าขอให้เธอนั้นมีลูกสาวหน้าตาน่ารักน่าชังผิวขาวดั่งหิมะปากแดงเหมือนสีเลือดนั่นเอง 

         ในนิทานสโนไวท์ของ วอลดิสนีย์ที่สร้างขึ้นมานั้น จะมีการระบุอายุของสโนไวท์ในช่วงที่แม่เลี้ยงเริ่มเห็นความสวยงามของเธออยู่ที่ประมาณ 14 ปีแต่ในความเป็นจริงแล้วสำหรับนิทานแรกต้นของนิยายกลิ่นนั้นมีการระบุความงดงามของสโนไวท์เอาไว้ตั้งแต่อายุ 7 ขวบซึ่งตั้งแต่เด็กแม่ของเธอก็เริ่มอิจฉาริษยาในความงดงามของลูกสาวแล้ว 

         และอีกหนึ่งความแตกต่างของเรื่องสโนไวท์ระหว่างวอลดิสนีย์กับนิทานกริมม์นั่นก็คือมีการพูดถึงช่วงที่นายพรานได้มีการฆ่าสโนไวท์แล้วนำหัวใจกลับมาให้แม่เลี้ยงของเธอได้ดูซึ่งตามเนื้อเรื่องของวอลดิสนีย์ระบุว่าได้มีการนำหัวใจนั้นใส่กล่องแล้วเก็บเอาไว้แต่ในเรื่องของนิทานกริมม์นั้นได้มีการเขียนเอาไว้ว่าปัจจัยที่ทางด้านในผ่านมานั้นแม่ของสโนไวท์ได้สั่งให้คนรับใช้นำไปประกอบอาหารแล้วนำมาให้เธอกินซึ่งจะมีความแตกต่างกันระหว่างนิทานกริมม์วอลดิสนีย์เป็นอย่างมากเลยทีเดียว 

      อย่างไรก็ตามถ้าหากใครไปค้นนิทานกริมม์ซึ่งเป็นผู้แต่งนิทานเรื่องสโนไวท์ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีจะเห็นได้ว่าเรื่องสโนไวท์ของนิทานกริมม์กับของวอลดิสนีย์ค่อนข้างที่จะแตกต่างกันเป็นอย่างมากเลยทีเดียวยังมีอีกหลายหัวข้อที่แตกต่างกันแต่ด้วยความที่ผู้แต่งนิทานกริมม์นั้นแต่งนิทานออกมาได้ค่อนข้างน่ากลัวจึงทำให้วอลดิสนีย์ ได้นำเรื่องราวของนิทานเหล่านั้นมาแต่งใหม่ ทำให้แลดูน่ารัก  และเหมาะสมกับเด็กมากขึ้นนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.    gclub casino online มือถือ

ตำนานพระพุทธรูปกินเณร

              ชาวพุทธทั่วไป ต่างก็มีความเชื่อกันว่าพระพุทธรูปคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่จะคอยปกป้องมนุษย์ให้ห่างไกลจากภยันอันตรายและสิ่งที่ไม่ดีทั้งปวง  ใครก็ตามที่เดินทางไปกราบไหว้พระพุทธรูปต่างก็มีความหวังว่าพระพุทธรูปจะช่วยดลบันดาลให้ความหวังของตนเองนั้นเป็นจริงและยังช่วยขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไปจากชีวิตของตนเอง   

          แต่ในอดีตก็มีตำนานเกี่ยวกับพระพุทธรูปซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่น่ากลัวโดยตำนานนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดนครสวรรค์ชาวบ้านได้เล่ากันว่าที่จังหวัดนครสวรรค์มีวัดแห่งหนึ่งซึ่งถูกปล่อยให้กลายเป็นวัดร้างมานานหลายสิบปี ซึ่งชื่อวัดดังกล่าวนั้นชื่อว่าวัดวรนาถบรรพตหรือปัจจุบันชาวบ้านมารู้จักกันดีในนามของวัดกบนั่นเอง ว่ากันว่าวัดแห่งนี้นั้นสร้างขึ้นมาโดยพยาบาลเมืองเพื่ออุทิศให้แด่พญารามซึ่งเป็นผู้น้องซึ่งน้องของท่านนั้นได้ถูกปลดที่ไปในช่วงของการทำสงคราม ต่อมาวัดแห่งนี้ได้ถูกทิ้งให้กลายเป็นวัดร้างแล้วก็ไม่มีใครอยู่เลยและต่อมาหลวงพ่อทอง 

              ซึ่งเป็นพระที่เน้นเรื่องของการวิปัสสนากรรมฐาน  ได้เดินทางมาจากจังหวัดอุตรดิตถ์เพื่อมาธุดงค์ที่วัดดังกล่าวเมื่อท่านเดินทางมาถึงวัดแห่งนี้เป็นวัดร้างโดยมีโบสถ์เล็กๆตั้งอยู่ใกล้กับเจดีย์ขนาดใหญ่ซึ่งเป็นเจดีย์ที่สร้างในสมัยสุโขทัย ว่าจะอยู่ด้านในของอุโบสถในวัดร้างแห่งนี้มีพระพุทธรูปองค์หนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่เท่ากับคนจริงๆประดิษฐานอยู่ด้านใน หลวงพ่อทองนั่งวิปัสสนากรรมฐานอยู่ที่วัดแห่งนี้มีชาวบ้านผ่านมาเห็นจึงได้ชักชวนกันมาทำบุญกับหลวงพ่อทองหลังจากนั้นก็ออกปากให้หลวงพ่อทองนั้นมาเป็นเจ้าอาวาสอยู่ให้วัดแห่งนี้เพื่อที่จะได้มีการบูรณะซ่อมแซมวัดจากวัดร้างให้แกเป็นวัดที่ประชาชนสามารถมาทำบุญได้ซึ่งหลวงพ่อทองก็ตอบตกลง หลังจากนั้นก็มีคนมาขอบวชทั้งพระและเณรเป็นจำนวนมาก แต่วันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์แปลกๆเกิดขึ้นที่วัด 

             เมื่อเณรในวัดหลายคนหายตัวไป ตอนแรกหลวงพ่อทองคิดว่าเณรที่หายไปแอบหนีกลับไปบ้านแต่เนื่องจากว่ามีจำนวนเณรหายไปจากวัดทุกวันจนทำให้เจ้าอาวาสเกิดความรู้สึกไม่พอใจจึงได้มีการเรียกผู้ปกครองของเณรทุกคนมารวมตัวกันที่วัดเพื่อพูดคุยเรื่องของการที่เณรหนีกลับบ้านจนในที่สุดก็รู้ความจริงว่าเณรที่หายไปจากวัดนั้นไม่เคยมีใครกลับไปที่บ้านเลยหลวงพ่อทองจึงได้เริ่มต้นหาสาเหตุของการหายตัวไปของเณร จนมีคนทำความสะอาดวัดได้มาบอกกับหลวงพ่อทองว่าระหว่างที่เขาทำความสะอาดโบสถ์เก่าๆที่อยู่ข้างเจดีย์สุโขทัยนั้นพบว่ามีจีวรขาดติดอยู่ตรงบริเวณปากของพระพุทธรูป และเขายังบอกอีกด้วยว่าเมื่อเขานำจีวรที่ขาดออกจากปากพระพุทธรูปแล้ว

            แต่ปรากฏว่าวันต่อมาก็จะมีจีวรที่ขาดติดอยู่ที่ปากพระพุทธรูปอยู่เหมือนเดิมเป็นแบบนี้ทุกวันที่สำคัญเขาสังเกตเห็นแล้วว่าพระพุทธรูปนั้นมีขนาดตัวที่ใหญ่มากขึ้นกว่าเดิม จะมีอยู่มาวันหนึ่งต้องการคนทำความสะอาดในวิ่งมาบอกหลวงพ่อทองว่าพระพุทธรูปจากที่ยืนตอนนี้มีขนาดใหญ่มากและลักษณะขององค์พระพุทธรูปเปลี่ยนจากการยืนมาเป็นการนอนโดยมีมือข้างหนึ่งค้ำศีรษะเอาไว้ซึ่งเมื่อหลวงพ่อทองเดินทางมาเห็นก็พบจริงดังว่าแถมที่บริเวณปากของพระพุทธรูปยังมีร่องรอยเลือดและมีจีวรค่ะติดอยู่หลังจากนั้นหลวงพ่อทองจึงได้สั่งให้คนงานนำเหล็กมาอ๊อกขังพระพุทธรูปเอาไว้และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่เคยมีปัญหาเณรหายออกจากวัดอีกเลย

 

สนับสนุนโดย    sagame

ตำนานซาลาเปาไส้เนื้อคนที่ประเทศมาเก๊า 

            กล่าวถึงเรื่องราวของชายคนหนึ่งซึ่งเขาเป็นนักธุรกิจ อยู่ที่ประเทศมาเก๊า ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง   เขาชื่อว่า เจิ้งเฮอ  โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1960   โดยชายที่ชื่อว่า เจิ้งเฮอนี้เป็นพ่อค้าขายเนื้อ เขาเป็นคนดี รักครอบครัวรักลูกเมียมาก แต่เขามีข้อเสียก็คือ ทั้งตัวของเขาเองกับภรรยาของเขาติดการพนันหนักมาก

อยู่มาวันหนึ่ง เจิ้งเฮอได้ไปเล่นการพนันแล้วพบกับชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า อาหว่าง  ซึ่งชายคนนี้เป็นคนจีนที่หนีมาอยู่ประเทศมาเก๊าแบบผิดกฎหมาย  ส่วนข้อมูลส่วนตัวของอาหว่าง ที่ภายหลังตำรวจจับแล้วถึงรู้ว่า ตอนที่อาหว่างอยู่ประเทศจีนเขาเคยทำงานติดตามทวงหนี้และได้ฆ่าคนตาย เขาจึงได้หนีมาอยู่ที่มาเก๊าแทน และได้ลงทุน ทำลายรอยนิ้วมือของตัวเอง ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถตามจับกุมตัวของเขาได้ 

            อย่างไรก็ตามทั้ง เจิ้งเฮอและอาหว่างได้มีการพนันกันด้วยวงเงินที่สูงมาก และเจิ้งเฮอก็เป็นฝ่ายแพ้ แต่เขาไม่สามารถหาเงินมาให้กับอาหว่างได้ เจิ้งเฮอจึงได้ขอเวลาอาหว่าง เป็นเวลา 1 ปีในการหาเงินมาใช้หนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปีแล้ว เจิ้งเฮอก็ไม่สามารถหาเงินมาใช้หนี้อาหว่างได้ ซึ่งตัวอาหว่างเองก็ไม่พอใจ เขามาทวงหนี้เจิ้งเฮอถึงที่บ้านและได้จับลูกของ เจิ้งเฮอเป็นตัวประกัน ระหว่างนั้นเขาก็ให้ทุกคนในบ้านของเจิ้งเฮอผลัดการมัดมือของอีกคน

            ซึ่งในขณะนั้นสมาชิกในบ้านของเจิ้งเฮอมีอยู่ทั้งหมด 9 คนด้วยกัน แต่ระหว่างที่เจิ้งเฮอกับอาหว่างกำลังตกลงเรื่องการคืนเงินกันนั้นปรากฏว่าลูกของเจิ้งเฮอ ได้ร้องไห้เสียงดัง เพราะกลัวทำให้อาหว่างจำเป็นต้องฆ่าเด็กคนดังกล่าวเพราะกลัวเพื่อนบ้านได้ยิน หลังจากนั้นเขาก็ลงมือสังหารสมาชิกคนอื่นอื่นภายในบ้านทั้งหมด รวม 9 คน แต่ว่าอาหว่างรู้ว่ายังมีน้องสาวของ เจิ้งเฮออีกคน

ดังนั้นเมื่อน้องสาวของเจิ้งเฮอกลับมาบ้านเธอก็ถูกอาหว่างฆ่าตาย รวมมีคนตายทั้งหมด 10 คน หลังจากนั้น อาหว่างก็ทำลายศพด้วยกันหั่นศพ นำชิ้นส่วนต่างๆไปทิ้งตามทะเล ตามแม่น้ำและตามถึงขยะ  และนำเนื้อมาแช่เย็นเอาไว้ 

           สุดท้ายเขาก็ยึดบ้านและร้านอาหารของเจิ้งเฮอ และเปิดกิจการของตัวเอง ตั้งชื่อร้านอาหารใหม่เป็น ภัตคารโป้ยเซียน  ซึ่งภัตคารแห่งนี้มีรายได้เข้ามามากเพราะรสชาติของอาหารที่อร่อยอย่างมาก โดยเฉพาะซาลาเปา แต่หลังจากนั้นไม่นานเจ้าหน้าทีตำรวจก็พบชิ้นส่วนของมนุษย์ที่อาหว่างนำไปทิ้งตามสถานที่ต่างๆจึงนำมา

ซึ่งการหาตัวฆาตกร ในที่สุดก็รู้ว่าเป็นอาหว่างทำและเขายังสารภาพด้วยว่าเนื้อของคนตายนั้น เขาได้นำมาเป็นอาหารขายในภัตรคารของเขาและยังนำมาเป็นไส้ของซาลาเปาทีคนนิยมกินกันมาก และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งในตำนานของซาลาเปาเนื้อคน

 

สนับสนุนโดย    ufabet

หงส์ยักษ์ วัดห้วยลึกจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 

     หากใครก็ตามที่ได้มีโอกาสเดินทางไปภาคใต้คุณจะต้องเห็นซุ้มประตูซึ่งเป็นรูปหงส์ยักษ์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงบริเวณข้างถนนเพชรเกษมฝั่งขาเข้า

ซึ่งอยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์อยู่ตรงบริเวณอำเภอทับสะแกถ้าหากรถไปจะมองเห็นรูปปั้นหงส์ยักษ์ตั้งแต่ไกลเลยเพราะว่าเป็นห่วงขนาดใหญ่มากซึ่งบริเวณที่ตั้งของหงยักษ์นั้นแต่เดิมเคยเป็นสำนักสงฆ์มาก่อน

และสำหรับจุดกำเนิดของหงส์ยักษ์นั้น ชาวบ้านบอกว่าผู้ที่สร้างของยักษ์ตัวนี้ก็คือพระครูไพศาล เป็นผู้สั่งให้สร้างโดยมีทีมช่างจากบ้านหนองหอยเป็นผู้สร้าง ซึ่งโครงสร้างของหงส์นั้นจะใช้เหล็กที่นำมาจากการสร้างทางรถไฟเก่าแล้วมาทำเป็นโครงและนำปูนมาโบกปั้นรูปร่างให้เป็นหงส์

สำหรับรูปปั้นของหงส์ยักษ์นั้นลักษณะของการหันหน้าของเซลล์ยื่นเข้ามาทางถนนโดยปากคลองของนั้นจะยื่นมาถึงกลางถนนเลยทีเดียวส่วนสาเหตุที่เป็นแบบนั้นก็เพราะว่ามีการสร้างของยักษ์เอาไว้ก่อนที่จะมีการสร้างถนนนั่นเอง มีการเล่ากันว่าทางกรมทางหลวงเคยคิดที่จะทุบหงส์ตอนนี้ออกเพราะว่าอยู่ใกล้ถนนมากเกินไป

และปากก็ยื่นมาขวางบนถนนแต่เคยจ้างช่างมาแล้วหลายเจ้าซึ่งทุกคนนั้นไม่ยอมที่จะมาทุบหงส์ตัวนี้เนื่องจากว่าเวลาที่รับงานเสร็จเรียบร้อยแล้วตกกลางคืนพวกนายช่างต่างก็ฝันว่าของตนนี้จะมาไล่กระทืบพวกเขาจนไม่มีใครที่กล้าจะมารื้อถอนของตนนี้ออกนั่นเองส่วนตำนานความน่ากลัวงูยักษ์นั้นได้เล่ากันว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งชาวบ้านมักจะเห็นว่าที่บริเวณปากของหงส์นั้น

จะมีสีแดงคล้ายกับเลือดติดอยู่และทุกครั้งที่ชาวบ้านเห็นเลือดอยู่ที่บริเวณปากของหงส์นั้นก็มักจะเกิดอุบัติเหตุแถวบริเวณนั้นขึ้นบ่อยครั้งดังนั้นชาวบ้านจึงเชื่อกันว่าช่วงที่เกิดอุบัติเหตุนั้นมีสาเหตุมาจากหงส์ยักษ์นั้นหลุดไปทำร้ายชาวบ้านนั่นเองด้วยความที่หลวงพ่อพระครูไพศาลเกรงว่าชาวบ้านจะพากันหวาดกลัวจึงได้สร้างโต้และนำมาคล้องไว้ที่ขาของหงยักษ์นั่นเอง

เพื่อเป็นการล่ามของยักษ์ไม่ให้หลุดออกไปทำร้ายชาวบ้านได้ และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวบ้านก็ไม่เคยพบเห็นเลือดที่ปากของหงส์อีกเลยแต่บางตำนานก็บอกว่าการที่หงส์ยักษ์ตัวดังกล่าวนั้นหลุดออกไปก็เพราะว่าคงยากนั้นต้องการออกที่จะไปตามหาลูกแต่เมื่อหลวงพ่อได้มีการนำรูปปั้นของขนาดเล็กมาวางไว้ใกล้ๆกับหงยักษ์นับตั้งแต่นั้นอุบัติเหตุก็ไม่มีเกิดขึ้นเพราะว่าของยักษ์นั้นมีลูกอยู่ใกล้ๆจึงไม่ได้ออกไปทำร้ายผู้คนอีกต่อไปนั่นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  บาคาร่าเว็บไหนดี 2020

ตำนานป่าช้าเก่า

        สำหรับตำนานที่จะพูดถึงนี้เคยมีการนำมาพูดถึงในรายการเกี่ยวกับผีโดยมีพิธีกรคือนายป๋องซึ่งเป็นพิธีกรที่ทำรายการเกี่ยวกับผีได้พูดถึงป่าช้าเก่าซึ่งมีหลุมศพฝังอยู่เป็นจำนวนมาก โดยพิธีกรคนดังกล่าวเคยเดินทางมาที่ป่าช้าแห่งนี้และพูดถึงความรู้สึกเมื่อเข้ามาที่ป่าช้าแห่งนี้ว่าป่าช้าแห่งนี้นั้นมีอะไรที่แปลกประหลาดเป็นอย่างมาก

และเหตุการณ์ที่ทำให้พิธีกรคนดังอย่างนายป๋องต้องถึงกับช็อกเมื่อวันที่เขาเดินทางไปสำรวจป่าช้าแห่งนี้ระหว่างที่พวกเขากำลังหยุดเดินและมองบริเวณป่าช้าอยู่นั้นนายป๋องก็มีความรู้สึกว่ามีอะไรเหลือให้ผ่านขาของเขาไปและเมื่อพวกเขาเพ่งมองดีๆทั้งตัวนายต๋องเองรวมถึงเราคนงานที่ไปถ่ายทำรายการในคืนนั้นต่างก็เห็นเหมือนกันหมดว่ามีงูเผือกสีขาวขนาดใหญ่เลื้อยมาขวางหน้าพวกเขาเอาไว้โดยงูสีขาวตัวนั้นได้มีการแผ่แม่เบี้ยต้องมาที่ในป๋องและทีมงานทุกคน

ซึ่งทุกคนในที่นั้นต่างก็ภาวนาขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองและบอกกล่าวกับงูเผือกว่าพวกเขาไม่ได้มารบหลู่เพียงแต่ต้องการที่จะเข้ามาถ่ายทำรายการเป็นการทำงานเพียงเท่านั้นและสิ้นคำอธิษฐานงูเผือกตัวดังกล่าวนั้นก็ได้หรือหนีหายไป ซึ่งทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ในที่นั้นต่างก็พากันเชื่อว่างูเผือกตัวดังกล่าวนั้นคืองูเจ้าที่นั่นเองสำหรับป่าช้าเก่าแห่งนั้น

หากใครอยากรู้ว่าเป็นประชาที่ไหนก็ให้ไปติดตามหาข่าวย้อนหลังที่เป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องของเครื่องบินตกที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีซึ่งเครื่องบินลำดังกล่าวนั้นเป็นเครื่องบินลำเดียวกันกับที่นักร้องชื่อดังเจมส์เรืองศักดิ์นั่งไปนั่นเองโดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดขึ้น เมื่อเครื่องบินลำดังกล่าวกำลังเดินทางไปอีกจังหวัดหนึ่งแล้ว

เกิดเหตุขัดข้องทางอากาศส่งผลให้เครื่องบินลำดังกล่าวนั้นตกลงมามีผลทำให้เหตุการณ์เครื่องบินตกในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากแต่ก็มีบางคนที่นั่งอยู่บริเวณหางเครื่องบินรอดชีวิตและหนึ่งในนั้นก็คือนักร้องชื่อแดงเจมส์เรืองศักดิ์นั่นเองซึ่งปัจจุบันนี้นักร้องคนดังกล่าวก็ยังคงมีชีวิตอยู่และเหตุการณ์เครื่องบินตกในครั้งนั้นก็ทำให้พื้นที่บริเวณดังกล่าวนั้นกลายเป็นพื้นที่ที่มีการเล่าขานเกี่ยวกับวิญญาณว่ามีความเฮี้ยนมาก

ซึ่งในช่วงแรกๆหลังจากที่มีเครื่องบินตกนั้นเมื่อมีการเก็บซากคู่เครื่องบินเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วหากชาวบ้านที่ผ่านไปบริเวณนั้นก็มักจะได้ยินเสียงเกี่ยวกับคนร้องโหยหวนและขอความช่วยเหลือซึ่งเมื่อเดินมาดูก็ไม่พบใครเป็นเช่นนี้อยู่เป็นประจำจนไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้าที่จะเดินทางมาบริเวณดังกล่าวในช่วงเวลาค่ำคืนกันอีกเลย

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  sa gaming เครดิต ฟรี

ตำนานคำสาปตัวละคร Macbeth บทละครของเชคสเปียร์ 

          วรรณกรรมของต่างประเทศที่เป็นวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่และโด่งดังไปทั่วโลกคงหนีไม่พ้นวรรณกรรมของเชคสเปียร์ซึ่งเรื่องราวที่เช็คสเปียร์นั้นมีการสร้างขึ้นแต่ละเรื่องจะโด่งดังและมีชื่อเสียงมากผู้คนต่างให้การยอมรับและเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการแสดงละครของเช็คสเปียร์ออกมาก็จะมีคนเดินทางเพื่อไปชมละครของเชคสเปียร์กันเป็นจำนวนมากเนื่องจากว่าบทละครแต่ละเรื่องที่เขาสร้างขึ้นมานั้นค่อนข้างโดดเด่น

และมีสีสันและไม่ซ้ำแบบใครนั่นเองอย่างไรก็ตามมีตำนานที่พูดถึงบทละครเชคสเปียร์เรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความหวาดกลัวให้กับใครหลายๆคนที่ได้รู้เกี่ยวกับตำนานนี้กันเป็นอย่างมากโดยตำนานนี้มีการกล่าวถึงแม่มดและเกี่ยวข้องกับเรื่องของคำสาปซึ่งวรรณกรรมของเจ๊เบียร์มีการสร้างเอาไว้เรื่องหนึ่งโดยบทละครของเขานั้นจะมีอยู่ฉากหนึ่งที่ในบทละครนั้นได้มีการพูดถึงแม่มดและการใช้เวทมนตร์คาถาของพวกแม่มดทำให้ในสมัยนั้นที่ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของแม่มดตัวจริงได้ออกมาทำการสาปแช่งคนที่รับบทเล่นเป็นตัวละครMacbeth

  ในละครของเชคสเปียร์ที่มีการเขียนขึ้นมาที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับแม่มดนั่นเองโดยแม่มดตัวจริงนั้นได้โมโหและโกรธแค้นที่ทาง เชคสเปียร์ นั้นได้นำเรื่องราวของแม่มดมาเปิดเผยให้คนอื่นได้รับรู้  ดังนั้นเรื่องราวคำศัพท์จึงเกิดขึ้นทันทีโดยครั้งแรกที่คำสาปเริ่มเกิดขึ้นนั้นก็คือเมื่อมีนักแสดงได้มีการรับบทเป็นตัวละครบทหนึ่งที่ชื่อว่า Macbeth

ซึ่งตัวละครบทนี้จะต้องรับบทเล่นเป็นแม่มดและคนที่เล่นเป็นแม่มดในละครเรื่องนี้คนแรกก็คือ ฮัล  เบอร์ริดจ์ หลังจากที่เขาได้รับบทตัวละครเรื่องนี้และได้เล่นละครเรื่องนี้ให้กับประชาชนได้ดูในคืนแรกหลังจากนั้นเขาก็ล้มป่วยและสิ้นใจตายภายในคืนนั้นเองหลังจากที่เขาแสดงละครเวทีจบซึ่งสถานที่ที่เขาตายนั่นก็คือด้านหลังของละครเวทีนั้นนั่นเอง

และไม่ว่าใครก็ตามที่มารับบทที่จะแสดงเป็นตัวละคร  Macbeth ทุกคนที่รับบทจะต้องมีอันเป็นไปด้วยกันทุกคนไม่ว่าจะเกิดจากการเจ็บไข้ได้ป่วยเองหรือบางคนอาจจะตายเพราะการเกิดอุบัติเหตุและบางคนก็ถูกผู้ร้ายฆ่าตายอย่างไรก็ตามเรื่องราวของความสะอาดที่น่ากลัวนี้ยังคงมีอยู่ซึ่งล่าสุดได้มีเหตุการณ์ที่น่าหวาดกลัวเกิดขึ้นกลางเวทีที่มีการแสดงบทละครของเชคสเปียร์ในเรื่องนี้ ด้วยเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในปีพ. ศ. 1947 

เมื่อมีคนที่รับบทเป็น Macbeth กำลังทำการแสดงอยู่บนเวที  ซึ่งในจังหวะที่ต้องแสดงบทฟันดาบกันนั้น  คนที่รับเป็น Macbeth กลับถูกแทงตอนที่แสดงอยู่บนเวทีนั่นเองโดยที่ผู้ชมต่างการปรบมือให้กับการแสดงในครั้งนั้น และไม่มีใครรู้เลยว่าเขาถูกแทง สาเหตุนั่นก็เพราะว่าเพื่อนของเขาที่แสดงต่อสู้ด้วยกัน ลืมใส่ที่ครอบเอาไว้ที่ปลายของดาบ  และเมื่อการแสดงจบลงตัวละครของ Macbeth ก็ตามจริงๆเช่นกัน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  aesexy

ต้นกำเนิดกีฬาฟุตบอล

ต้นกำเนิดกีฬาฟุตบอล ลูกกลมๆ หนึ่งลูก เตะกันไปมา มีผู้เล่นข้างละสิบเอ็ดคน บนผืนสนามหญ้าสี่เหลี่ยมผืนผ้า และมีผู้เข้าชมการแข่งขันนับล้านคน

กีฬาที่ว่านี้เรียกว่าอะไร………… 

คำตอบ ใช่เลยครับ มันคือกีฬาฟุตบอล

ซึ่งเป็นกีฬาที่คนทั่วโลกนิยมเล่นกัน ไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ และไม่มีการแบ่งสีผิว ไม่มีการแบ่งยศฐานะบรรดาศักดิ์ คนรวย หรือคนจน สามารถเล่นกันได้หมด แย่งชิงกันเพียงแค่ลูกกลมๆ ลูกเดียว ที่หวังจะเอามันเข้าไปอยู่ในประตูของฝั่งตรงข้าม

ด้วยกติกาเดียวกันทั่วโลกคือ ต้องใช้เท้า หรือหัว หรือลำตัวส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ยกเว้นเพียงแขนหรือมือ ที่กระแทกเจ้าลูกกลมๆ นี้เข้าไปซุกอยู่ในก้นตาข่ายของฝ่ายตรงข้าม ในเวลาที่กำหนดคือ เก้าสิบนาที ตลอดการแข่งขัน

ซึ่งเคยมีใครสงสัยกันบ้างไหมว่า กีฬาประเภทนี้นั้นมีต้นกำเนิดมาจากไหน ประเทศอะไร และใครเป็นคนคิดค้นกีฬาที่ว่านี้ขึ้นมาจนมันกลายเป็นกีฬาที่เรียกได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งของคนทั่วโลก ซึ่งหากว่ากันตามที่คนทั่วโลกเล่าขานกันมานั้น มีอยู่สามประเทศที่ค่อนข้างจะเข้าข่ายกับการเป็นต้นกำเนิดกีฬาประเภทนี้ โดยประเทศแรกที่ทุกคนเข้าใจว่าคือต้นกำเนิดของกีฬาฟุตบอลนั่นก็คือประเทศบราซิล

โดยสาเหตุที่คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นประเทศบราซิลนั้น ก็เนื่องมาจากความสามารถและความเก่งกาจในกีฬาฟุตบอล ที่ถือว่าเป็นเต้ยของวงการฟุตบอลอย่างแท้จริง ด้วยผลงานระดับเทพที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมามายกว่าประเทศอื่นๆ ประกอบกับพรสวรรค์ของนักเตะจากประเทศนี้เรียกได้ว่า สิบคนที่เตะฟุตบอลแล้วนั้น

อย่างน้อยก็ต้องมีมากกว่าแปดคนที่เตะเก่งส่วนอีกสองคนนั้นเล่นฟุตบอลไม่เก่ง จึงทำให้ประเทศบราซิลกลายเป็นประเทศที่ทุกคนเข้าใจว่าเป็นต้นตำรับของจุดกำเนิดฟุตบอล แต่ในหลักฐานความเป็นจริงที่มีอยู่แล้วนั้นกลับไม่ใช่ประเทศบราซิล แต่จริงๆแล้วคือประเทศอังกฤษ กับประเทศอิตาลี ที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่ามีการเล่นเจ้าลูกกลมๆนี้มาตั้งแต่สมัยก่อน

ซึ่งเรียกกันว่ากีฬาที่ชื่อว่า ซูเลอ ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อมาเป็นฟุตบอลในเวลาต่อมา จึงทำให้เป็นที่ถกเถียงกันว่าประเทศไหนคือต้นกำเนิดฟุตบอลกันแน่ แต่สุดท้ายหลังจากที่มีการค้นคว้าและหาข้อมูลกันมานานนั้น ประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่มีเป็นต้นกำเนิดกีฬาชนิดนี้นั่นก็คือ ประเทศอังกฤษ

เพราะประเทศนี้ได้มีการก่อตั้งสมาคมฟุตบอลขึ้นเป็นประเทศแรกตั้งแต่ปี 2406 ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนให้เป็นฟุตบอลอาชีพในปี 2431 ซึ่งจากวันนั้นถึงวันนี้รวมเป็นเวลาหนึ่งร้อยสามสิบสี่ปีแล้ว

 

สนับสนุนโดย   ufabet