ประวัติของกีฬาฟุตซอล      

           คนส่วนใหญ่มักจะรู้จักกีฬาฟุตบอลและนิยมเล่นกีฬาฟุตบอลกันมากแต่บางคนนั้นอาจจะยังไม่เคยรู้จักกีฬาฟุตซอลซึ่งกีฬาชนิดนี้นั้นเป็นกีฬาที่มีลักษณะการเล่นคล้ายคลึงกับกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างมากเรียกได้ว่าไม่สามารถแยกออกได้เลยทีเดียวว่าเป็นกีฬาฟุตบอลหรือว่าเป็นกีฬาฟุตซอลแตกต่างกันแค่เพียงจำนวนของผู้เล่นในสนามเท่านั้นเอง

โดยกีฬาฟุตบอลนั้นจะมีผู้เล่นเป็นจำนวนมากโดยผู้เล่นแต่ละฝั่งนั้นก็จะมีฝั่งละ 11 คนในขณะที่กีฬาฟุตซอลนั้นจะลดจำนวนขนาดผู้เล่นลงมาเหลือเพียงแค่ฝั่งละ 5-6 คนเท่านั้นเองแน่นอนว่าการเล่นกีฬาฟุตซอลนั้นเกิดขึ้นมาหลังจากที่มีกีฬาฟุตบอลแล้ว

ด้วยเหตุผลของการมีกีฬาฟุตซอลขึ้นมาก็เพราะว่ากีฬาฟุตบอลนั้นจะต้องใช้พื้นที่สนามในการเล่นค่อนข้างกว้างและต้องเล่นกลางแจ้งจึงทำให้มีการคิดค้นกีฬาฟุตซอลขึ้นมาเพื่อลดจำนวนพื้นที่ของสนามลงและสามารถเล่นในพื้นที่ร่วมได้นั่นเอง

อย่างไรก็ตามมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของประวัติกีฬาฟุตซอลว่าแต่เดิมกีฬาฟุตซอลนั้นเกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงปีพุทธศักราช 2398 โดยประเทศแรกที่มีการคิดค้นกีฬาฟุตซอลขึ้นมานั่นก็คือประเทศแคนาดาสาเหตุที่ทำให้ประเทศแคนาดานั้นมีการคิดค้นกีฬาชนิดนี้ขึ้นมา

ก็เพราะว่าปกติและประเทศแคนาดาเป็นประเทศที่มีอากาศหนาวเย็นพวกเขามักจะหากีฬามาเล่นกันเสมอเสมอเพื่อให้ร่างกายนั้นมีความอบอุ่นแต่อย่างไรก็ตามปกติแล้วคนแคนาดานั้นนิยมในเรื่องของการเล่นกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างมาก

แต่พอถึงช่วงของฤดูหนาวเมื่อไหร่อากาศที่แคนาดาจะหนาวมากจนถึงขนาดที่หิมะตกลงมาเป็นจำนวนมากทำให้นักกีฬาส่วนใหญ่แล้วไม่สามารถที่จะออกไปแข่งขันกีฬาฟุตบอลกันท่ามกลางหิมะได้พวกเขาจึงจำเป็นจะต้องหาวิธีการที่จะมีการเล่นกีฬาฟุตบอลแต่เล่นภายในร่มได้ดังนั้นกีฬาฟุตซอลจึงเป็นทางเลือกที่เขาตั้งขึ้นมานั่นก็เพราะว่าหากถึงฤดูหนาวมีหิมะตกลงมา

เมื่อไหร่พวกเขาก็สามารถที่จะไปเล่นกีฬาฟุตบอลโดยเล่นในที่ร่มแต่ด้วยข้อจำกัดของสถานที่ที่อยู่ในร่มนั้นพื้นที่จะไม่กว้างมากนักดังนั้นพวกเขาจึงคิดนอกขนาดกีฬาฟุตบอลลงมาให้มีผู้เล่นจำนวนน้อยลงและเปลี่ยนชื่อจากฟุตบอลไปมันเป็นผู้สาวนั่นเองอย่างไรก็ตามในครั้งแรกที่ประเทศแคนาดาได้มีการคิดค้นกีฬาฟุตซอลขึ้นมานั้นพวกเขายังใช้สนามครั้งแรกเป็นสนามของบาสเกตบอลมาใช้ในการเปลี่ยนเป็นสนามของฟุตซอล

แต่หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆซึ่งเมื่อถึงฤดูหนาวแล้วพวกมันเล่นฟุตซอลกันมากขึ้นทำให้มีหลายประเทศสนใจที่จะนำกีฬาฟุตซอลนั้นไปเล่นในประเทศของตนเองไม่ว่าจะเป็นประเทศดังแถบยุโรปหรือทางแถบอเมริกาใต้และปัจจุบันนี้ฟุตซอลก็เป็นกีฬาที่นิยมกันอย่างกว้างขวางในทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วยนั่นเอง

 

 

ขอขอบคุณ  ufabet เว็บตรง

ประวัติของขุนพันธ์

 

ประวัติของขุนพันธ์ พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช อดีตนายตำรวจชื่อดังของวงการตำรวจไทย และได้มีชื่อเสียงมากมายในการปราบปรามโจรมากมาย อย่างเสือใบ เสือฝ้าย หรือเสือมเหศวร และบรรดาเสือทั้งหลายที่ไม่ได้เอ่ยชื่อมา จนเป็นที่ยกย่องของคนทั่วไปและได้ตั้งฉายาให้แก่ขุนพันธ์มากมายเช่นกัน อย่างจอมขมังเวทย์ นายพลตำรวจหนังเหนียวผู้จับเสือมือเปล่า และขุนพันธ์ดาบแดง อัศวินพริกขี้หนู เป็นต้น

ประวัติของขุนพันธ์

ขุนพันธ์เป็นคนชาวนครศรีธรรมราช ในวัยเด็กขุนพันธ์เรียนเก่งมากชอบในวิชาเลขแลมีความรู้ด้านหนังสือเป็นทุนอยู่แล้วเมื่อเข้าเรียนตอนประถม1 ได้เพียงวันเดียวก็ได้เลื่อนชั้นไปประถม2 และได้เรียนประถม2ได้เพียงวันเดียวก็ได้เลื่อนชั้นไปอยู่ชั้นประถม3เลยทีเดียว เรียกได้ว่าเข้าเรียนได้3วันได้เลื่อนชั้นไปอยู่ชั้นประถม3ได้เลย และเมื่อเรียนได้ถึงชั้นมัธยมก็ได้ป่วยต้องหยุดรักษาตัวเป็นเวลาปีกว่า จึงกลับมาเรียนต่อที่กรุงเทพ และเมื่อได้เข้าเรียนในกรุงเทพแล้วก็ได้เรียนวิชายิมนาสติก วิชามวยและยูโด จนมีความชำนาญในเชิงมวย และได้เข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยห้วยจระเข้ในจังหวัดนครปฐม และยังได้รับพระราชทานให้ใช้ราชทินนามเป็นคนสุดท้ายของประเทศไทย และขุนพันธ์ได้ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคชรา ในจังหวัดนครศรีธรรมราช

ประวัติการทำงาน

เมื่อขุนพันธ์เรียนจบได้เป็นได้รับตำแหน่งนักเรียนทำการนายร้อยที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสงขลาได้เพียง6เดือนก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นว่าที่ร้อยตรี และได้ย้ายมาประจำจังหวัดพัทลุงและได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ตัวเองด้วยการจับเสือที่มีชื่อเสียงอย่างเสือพุ่มและเสือสังได้ และได้รับการเลื่อนยศเป็นนายร้อยตำรวจตรีและบรรดาลูกน้องก็ได้เลื่อนยศกันทั่วหน้า และหลังจากนั้นอีกหนึ่งปีท่านก็ได้ทำการปราบปรามพวกเสือทอง เสือย้อย เสือเมืองและได้รับพระราชทานยศให้เป็นขุนพันธรักษ์ราชเดช และในปีนี้ท่านได้ทำการบวชได้หนึ่งพรรษาจึงสึกออกมาและได้ย้ายกลับมาประจำจังหวัดสงขลาตามเดิม

และท่านก็ได้ถูกย้ายมาประจำหลายจังหวัดเพื่อปราบปรามโจรร้ายจนเป็นที่เกรงขามเหล่าโจรทั่วไปบางรายถึงกับมาติดสินบนแต่ท่านก็ไม่สนใจยังคงตามจับปกติเหมือนเดิมแม้นเงินรางวัลมีมูลค่าถึงสองหมื่นบาท และได้ถูกย้ายมาประจำที่จังหวัดกำแพงเพชรและได้ทำการปรับปรุงการจับผู้ร้ายในเมืองนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจนจับเสือร้ายต่างๆได้ขึ้นมาอีกอย่างเช่นเสือวันและเสือไกร ทำให้ชื่อเสียงของท่านดังกระฉ่อนไปทั่ว

ประวัติการทำงานของขุนพันธ์เป็นที่เรื่องลือจนมีคนนำมาทำภาพยนตร์ ถ่ายทอดประวัติการทำงานของท่านลงบนแผ่นฟิล์ม เพื่อให้ชนรุ่นหลังให้เห็นสืบต่อกันมา

 

ได้รับการสนับสนุนมาจาก  บาคาร่า sa gaming

สายพันธุ์ของไก่ชน

สายพันธุ์ของไก่ชน ไก่ชนเป็นสัตว์ที่มีความผูกพันกับคนมานาน และมีที่มาจากคนจีนได้นำไก่ป่ามาเลี้ยงเป็นอาหาร และการนำไก่ชนนี้มาเลี้ยงจึงได้เห็นว่าไก่ชนมีนิสัยหวงถิ่นที่อยู่ ไก่ตัวอื่นจะเข้ารุกล้ำมาไม่ได้ หรือแม้แต่มีตัวผู้มาชอบตัวเมียตัวเดียวกันก็จะเกิดการต่อสู้ ให้รู้แพ้รู้ชนะกันไปข้างหนึ่ง และได้มีผู้มองเห็นในเรื่องนี้จึงได้จับไก่มาตีและมีการเดิมพันเกิดขึ้น จึงเกิดการนำไก่ป่ามาเลี้ยงและได้พัฒนาสายพันธุ์กันมาเรื่อยๆ และถือได้ว่าการชนไก่เป็นกีฬาชนิดที่มีผู้คนนิยมกันทั่วโลก การชนไก่เป็นกีฬาที่มีมานานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

สายพันธุ์ของไก่ชน

สายพันธุ์ของไก่ชน

ไก่เหลืองหางขาว (สายพันธุ์ไทย) (ไก่ของพระองค์ดำ หรือไก่เจ้า) ลักษณะ ของไก่ชนิดนี้หัวต้องมีจุดสีขาวและตรงปากก็ต้องสีขาว และหัวปีกทั้งสองข้างก็ต้องมีสีขาว ตรงระหว่างขาทั้งสองข้างก็มีจุดขาว รวมหางก็ต้องมีสีขาว และโบราญได้เชื่อใครที่ได้ครอบครองไก่ที่มีลักษณะเช่นนี้ถือว่าไก่จะให้โชคแก่เจ้าของ

ไก่เหล่าป่าก๋อย (สายพันธุ์พม่า) ลักษณะ ของไก่ชนิดนี้หางขาว ต้องมีกระแซมตามหัวและส่วนต่างของตัวไก่ ถ้าจะให้ดีควรมีจุดขาว 5ตำแหน่งที่หัว 1จุด หัวปีก 2จุดและข้อขา 2จุดหรือเรียกตำแหน่งทั้ง 5 ว่า ห้าพระองค์

ไก่ไซ่ง่อน (สายพันธุ์เวียดนาม) ลักษณะ ไก่ไซ่ง่อนนี้จะมีรูปร่างใหญ่โต หน้าตาดุ แววตาน่ากลัว หนังหนาและมีสีแดงจัด ส่วนปากจะหนาใหญ่ยาว ขนตามลำตัวไม่ค่อยมี ซึ่งตรงนี้จะเป็นลักษณะเด่นของไก่ไซ่ง่อนตรงช่วงคอจะไม่มีขนเลย จะเห็นเป็นหนังสีแดงจัด สีขนก็จะมีหลายสี อย่างสีปีกแมลงสาบ สีด่าง สีเทา สีแดงและสีเขียว

ไก่เยียร์ (สายพันธุ์ไต้หวัน) ไก่เยียร์เป็นไก่ลูกผสมพม่ากับไต้หวัน ลักษณะของไก่ชนิดนี้ จะมีสีแดง สีเขียวและสีเทา บริเวณแข้งจะเป็นเกล็ดมีกำไรทั้งหมด

ไก่ชนแต่ละประเพศ มีลักษณะและคุณสมบัติ ความสวยความงามแตกต่างกันไป รวมถึงการเลี้ยงดูของผู้เลี้ยงเอง ที่ต้องการให้ไก่ของตนนั้นมีสุขภาพดี แข็งแรง เมื่อนำไปตีแล้วต้องการที่คว้าชัยชนะกลับมา ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้ดูแลเองแล้วว่า จะดูแลไก่ของท่านดีหรือยัง ที่กล่าวมานี้อาจจะนำมาเสนอไม่ครบทุกสายพันธุ์ของไก่ชน

ขอบคุณเรื่องที่ดีเหล่านี้โดย  บาคาร่า

ประเพณีกวนข้าวทิพย์

ประเพณีกวนข้าวทิพย์ เชื่อว่าหลายคนเคยๆได้ยินประเพณีนี้ แต่อาจจะไม่ทราบก็ได้ว่าหมายถึงการทำอะไร การกวนข้าวทิพย์เป็นประเพณีที่จะเริ่มทำช่วงออกพรรษา เป็นการแสดงออกถึงความสามัคคี ความร่วมแรง ร่วมใจของคนในชุมชน  โดยการนำเอาวัสดุ หรืออาหารที่แต่ละบ้านมีมารวมกัน เมื่อแล้วเสร็จก็จะมีการนำมาบูชาพระพุทธเจ้า เพื่อความเป็นสิริมงคลของตนเองและครอบครัว ซึ่งคนไทยได้เริ่มทำมาตั้งแต่เมื่อครั้งสมัยสุโขทัย และต่อมาเริ่มเลือนหายไป โดยได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่เมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ 3 เหตุที่จัดในช่วงเดือน 10 หรือเดือนตุลาคม

ประเพณีกวนข้าวทิพย์

เนื่องด้วยว่าเป็นช่วงที่ข้าวกำลังตั้งท้อง ออกร่วงเป็นน้ำนมข้าว ก็จะได้ความหอม ความใหม่ของข้าว โดยจะเอาข้าวมากวนรวมกับน้ำตาล น้ำอ้อย ถั่ว งา มะพร้าว หรือแม้แต่ผลไม้ที่มีตามท้องถิ่น หรือที่เรียกง่ายๆก็คือ หาอะไรมาได้ก็จะใช้เป็นส่วนประกอบทั้งหมด ขั้นตอนการทำก็คือต้องเป็นไปตามพิธีหรือความเชื่อของคนในท้องถิ่น โดยจะคัดเลือกหญิงสาวที่ยังเป็นพรหมจรรย์ ที่ยังไม่เคยผ่านการแต่งงาน หรือหญิงสาวที่บริสุทธิ์เป็นผู้ร่วมกวนข้าวทิพย์ ซึ่งต้องนุ่งขาวห่มขาว และในขณะนั้นพระก็จะแสดงพระธรรมเทศนาไปด้วย เป็นการฝึกสติและสมาธิไปในตัว

ใช้ระยะเวลาทั้งคืนในการทำ พอได้ข้าวทิพย์มาแล้วก็จะแจกจ่ายให้กับผู้ที่มาร่วมงาน  ถือว่าเป็นข้าวที่ผ่านการปลุกเสก เปรียบได้กับอาหารจากสวรรค์ ใครได้กินก็จะมีร่างกายที่แข็งแรง เทวดาปกปักรักษา เกิดความโชคดี มีโชคลาภต่างๆนาๆ รสชาติของข้าวทิพย์จะหอม หวานมัน เหนียวๆเนื้อ คล้ายๆกับมะม่วงกวน ซึ่งหากินได้ยากมาก และอีกอย่างหนึ่งการทำข้าวทิพย์มีนัยยะเพื่อระลึกถึงความศรัทธาต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ที่จัดทำขึ้นก่อนวันพระ 1 วัน ในวันขึ้น 14 ค่ำ โดยถือเป็นการถวายเป็นพุทธบูชาแก่พระพุทธเจ้า ซึ่งผลานิสงค์ของบุญที่ได้รับจะแรงกล้ามาก ตามตำนานของนางสุชาดาที่ถวายข้าวทิพย์มธุปายาส ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พุทธศาสนิกชนพร้อมใจกันจัดกิจกรรมการกวนข้าวทิพย์ จะได้แสดงออกถึงความกตัญญูและเทิดพระเกียรติของพระศาสดา

ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าวัดบางแห่งก็ยังคงรักษาวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามนี้ไว้อยู่ แต่บางที่ก็ไม่ได้ทำแล้ว เนื่องจากขั้นตอนการทำค่อนข้างยุ่งยาก และความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชนเริ่มลดน้อยลง ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับกิจกรรมนี้เท่าไหร่ และต้องใช้วัตถุดิบค่อนข้างเยอะและหลากหลายในการทำ อาจจะไม่สะดวก และเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันที่ค่อนข้างจะซบเซามากขึ้น ผู้คนสนใจการทำมาหาเลี้ยงชีพมากกว่าการทำบุญและการสละเวลาเพื่อมาร่วมงาน 

ความเป็นมาของศิลปะไทย

ความเป็นมาของศิลปะไทย คือการใช้ฝีมือของเราในการคิดสร้างสรรค์ผลงานที่น่าทึ่งขึ้นมาให้คนไทยเราหรือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ชื่นชมความสวยงามของศิลปะไทยนี้ เราจะเห็นได้ว่าในประเทศไทยของเรานี้มีการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะขึ้นมาอย่างมากมายตามสถานที่และความเหมาะสมของแต่ละท้องถิ่นนั้นๆ ให้เกิดความสวยงามและมีความแตกต่างกันไปในแต่ละภาคพื้นที่ที่มีการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะขึ้นมา เพื่อที่เราจะสามารถดูความสวยงามและแตกต่างกันได้ในหลายๆพื้นที่ เพราะแต่ละสถานที่จะมีการสร้างสรรค์ผลงานเด่นออกประจำภาคนั้นๆ เพื่อให้รู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของแต่ละภาคพื้นที่ที่มีการสร้างผลงานขึ้นมา

ความเป็นมาของศิลปะไทย

ความเป็นมาของศิลปะไทย

ศิลปะของไทยนั้นได้เกิดขึ้นมานานจนแล้วมีวิวัฒนาการเกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆตามยุคสมัยนั้นและที่สำคัญจะมีเรื่องของวัฒนธรรมเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

โดยจะมีภาพวาดลายไทและมีการตกแต่งด้วยลวดลายไทย เพื่อให้ศิลปะของเราที่สร้างสรรค์ขึ้นมานั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและการสร้างสรรค์ผลงานทุกชิ้นนั้นจะต้องมีการสอดแทรกวัฒนธรรมไทยของเราด้วย เพื่อให้เข้าใจความหมายของผลงานที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาได้อย่างมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น โดยจะชอบสร้างผลงานจากฝาผนัง กำแพง หรือการสร้างแบบจิตกรรมไทยร่วมด้วย พวกเราจะสามารถเห็นศิลปะลายไทยได้ส่วนมากจะพบตามกำแพงหรือฝาผนังที่มีการสร้างลายไทยเอาไว้

การสืบสานศิลปะไทย

ทุกคนคงทราบดีว่าการสืบสานศิลปะวัฒนธรรมไทยนั้นเป็นเรื่องที่ดีอย่างมากเพราะว่าคนรุ่นหลังจะได้เห็นศิลปะที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ กำแพงวัดหรือสถานที่ต่างๆที่มีการวาดลวดลายไทยขึ้น ทำให้เกิดความน่าสนใจ ดึงดูดสายตาจาก

ผู้ที่เดินผ่านงานประติมากรรมสร้างสรรค์ลวดลายต่างๆ แม้กระทั่งชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเมื่อเห็นผลงานของคนไทยแล้วยังรู้สึกน่าสนใจและน่ามองเพราะการสร้างสรรค์แต่ละผลงานจะมีความแตกต่างกันและมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอีกด้วยให้คนไทยเรานั้นได้รู้ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้าง เพราะงานประติกรรมสร้างสรรค์นั้นส่วนมากจะอิงมาจากวัฒนธรรมหรือเรื่องจริงที่เคยมีเหตุการณ์นั้นๆเกิดขึ้นมาแล้วได้ถ่ายทอดความรู้สึกให้แก่ผู้ได้ผ่านมาเห็นและต้องสะดุดตากับสิ่งที่เห็น ในปัจจุบันนี้เริ่มมีคนรุ่นหลังที่มีฝีมือหรือความสามารถในการวาดลวดลายไทยได้วิจิตรา เริ่มสร้างผลงานประติมากรรมตามที่ตนเองนั้นสนใจ การกระทำแบบนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเหมือนเป็นการทำให้คนรุ่นหลังได้สืบทอดและถ่ายทอดศิลปะในความเป็นไทยของเรานั้น ให้คนรุ่นหลังที่จะเกิดขึ้นมาได้รู้ว่าประเทศไทยเรานั้นศิลปะวัฒนธรรมไทยรวมถึงงานประติมากรรมก็มีความสวยไม่แพ้ชาติใดในโลกเลย

ขอบคุณผู้สนับสนุนโดย  RELX Alpha

ความเชื่อเรื่องปอบ

ความเชื่อเรื่องปอบ ปอบถือเป็นผีที่คนไทยนั้นค่อนข้างที่จะรู้จักกันเป็นอย่างดี เนื่องจากเรื่องราวของปอบได้ถูฏยกทำมาเป็นละครและภาพยนต์หลายต่อหลายเรื่องจึงทำให้ปอบเป็นเรื่องราวของผีที่ค่อนจะคุ้นเคยกับเราพอสมควร

ความเชื่อเรื่องปอบ

แต่ใครจะรู้บ้างว่าจุดเริ่มต้นของความเชื่อเรื่องปอบนั้นมาจากไหน แล้วปอบนั้นเกิดจากอะไร วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจกัน

ปอบถือเป็นผีที่มีต้นกำเนิดมาจากแถวๆแถบทางอิสาน เนื่องจากบริเวณอื่นไม่ค่อยมีเรื่องราวของปอบเกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เรื่องราวของมันมักจะถูกพูดถึง และมีการเล่าขานกันในแถบนี้ซะส่วนใหญ่ ซึ่งมีการบอกเล่าจากคนโบร่ำโบราณว่า ปอบนั้นเกิดจากพวกที่เล่นของ หรือจำพวกเดรัจฉานวิชา แล้วเกิดดูแลรักษาไม่ดี จนทำให้ของที่เลี้ยงเอาไว้นั้นเข้าตัวจนกลายเป็นปอบ ซึ่งลักษณะของปอบที่เรารู้จักมักจะเป็นหญิงแก่

ที่มีท่าทางลึกลับไม่ค่อยกล้าสบตาคน เนื่องจากเขาว่ากันว่าปอบนั้นจะไม่มีแววตา จึงทำให้ปอบส่วนใหญ่ไม่ค่อยชื่นชอบที่จะพบปะผู้คน และมักเก็บตัวเองอยู่เงียบๆและอาศัยให้ห่างไกลจากผู้คน ซึ่งส่วนใหญ่ปอบนั้นจะกินพวกของเน่าเสีย หรือของคาว จำพวกเนื้อดิบ หรือเลือกสดๆ ซึ่งในสมัยก่อนการที่ผู้หญิงนั้นจะคลอดลูก เป็นเรื่องน่ากลัวมากสำหรับแม่และเด็กเพราะนอกจากจะต้องระวังปอบที่จะมาตามกลิ่นของน้ำคาวปลาและกินเลือดที่ยังติดเด็ก ก็ยังต้องคอยระวังผีอื่นๆอีก เช่น ผีกระสือ เป็นต้น

เพราะพวกผีเหล่านี้จะมักชื่นชอบของสรกปรกอยู่ สมัยก่อนการที่จะคลอดลูกแต่ล่ะทีถึงต้องทำการเตรียมตัวเรื่องของไล่ผีเป็นอย่างดี แน่นอนสำหรับใครหลายๆคนอาจจะกลัวการมีอยู่ของผีชนิดต่างๆ แต่ว่าผีปอบถือเป็นผีที่ค่อนข้างจะได้รับความนิยมพอสมควร

แม้ว่าเรื่องราวของผีปอบนั้นจะไม่สามารถพอสูจน์ได้แบบชัดเจน แต่ว่ามันถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อและวัฒนาธรรมที่อยู่คู่กับชาวอิสานมาอย่างยาวนาน แม้ว่าในปัจจุบันความเชื่อเรื่องปอบอาจจะถูกลหลั่นความน่ากลัวลงไปบ้างแล้ว เนื่องจากยุคสมัยที่เปลี่ยน วิทยาศาสตร์ได้เข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหา และอาการป่วยต่างๆ ที่คนในอดีตมักจะมองเป็นเรื่องที่ผิดแกติและเหนือธรรมชาติ อย่างเช่นอาการป่วยบางชนิดที่ในอดีตมักจะหาสามารถไม่ได้ เราในยุคนั้นก็จะมักโทษผีโทษสาง เพราะไม่รู้ว่าอาการเช่นนี้เกิดอะไร

แต่ว่าเรื่องราวของปอบนั้นก็ยังคงได้รับการพูดถึงและเล่าขานกันมาอย่างต่อเนื่อง และจะมีในหนึ่งเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านที่ตอนนั้นได้เกิดกระแส พระอุ้มหมาชีอุ้มแมว ซึ่งตอนนั้นเป็นกระแสที่โด่งดังมาก เพราะเมื่อตอนที่เรายังเป็นเด็กๆ ตอนเย็นถึงกับรีบเข้าบ้านอาบน้ำนอน เนื่องจากกลัว พระอุ้มหมาชีอุ้มแมวจะมากินตับ จนในภายหลังจึงได้รู้ว่า มันอาจจะเป็นเพียงกุศโลบายในหลอกให้เราเลิกเล่นแล้วรีบอาบน้ำนอนก่อนซะ เพราะไม่เช่นนั้นพระกับชีที่เป็นปอบจะมากิน ตับไตไส้พุง และเรื่องราวผีๆก็ถือว่าเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมประเพณีที่ไม่ว่าเมื่อไหร่มันก็มักได้รับการถูกพูดถึงเสมอมา

ขอบคุณ Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ  ที่ให้บทความดีๆมานำเสนอ